เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กรมตำรวจเฮติรายงานความคืบหน้าของคดีลอบสังหารประธานาธิบดีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมาระบุว่า เจ้าหน้าที่รวบตัวผู้ต้องสงสัยในคดีนี้เพิ่มอีกคน คือ คริสเตียน เอมมานูเอล ซานอน นายแพทย์ชาวเฮติที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐฯ
โดยจากการบุกค้นที่พัก ตำรวจพบวัตถุต้องสงสัยหลายอย่าง เช่น หมวกที่มีโลกโก้ DEA หรือหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ, กระสุนปืน 20 กล่อง, ชิ้นส่วนปืน ไปจนถึงป้ายทะเบียนรถยนต์จากสาธารณรัฐโดมินิกันจำนวน 4 ป้าย
ลีออน ชาร์ลิส ผู้กำกับกรมตำรวจเฮติออกแถลงการณ์ความคืบหน้านี้ ระบุ ชายคนที่ถูกจับกุมล่าสุดน่าจะเป็นคนสำคัญ และจะช่วยให้คดีมีความกระจ่างมากขึ้น เพราะนอกจากจะมีหลักฐานแล้ว นายแพทย์รายนี้ยังเข้าประเทศมาด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ส่งผลให้คาดกันว่า ตัวเขาตั้งใจมาเฮติด้วยเป้าประสงค์ทางการเมือง
อีกหลักฐานก็คือ บันทึกการโทรศัพท์ระหว่างหนึ่งในผู้ต้องสงสัยกับนายแพทย์ซานอน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโมอิสถูกลอบสังหารแล้ว
ทางตำรวจเฮติระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดมี 26 ราย ปัจจุบันจับกุมได้แล้ว 18 ราย ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวโคลอมเบีย นอกจากนั้นยังมีชาวเฮติและชาวสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย โดยระหว่างการจับกุมมี 3 รายที่ถูกวิสามัญไป และอีก 5 รายคาดว่ายังอยู่ระหว่างการหลบหนี
ขณะนี้ทางตำรวจเฮติระดมกำลังเต็มที่ในการสืบคดี เนื่องจากมีเงื่อนงำและปริศนามากมาย เช่น กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้าถึงบ้านพักของผู้นำประเทศได้อย่างไร, เหตุใดพวกเขาจึงยังคงอยู่ในเฮติหลังก่อเหตุ ไปจนถึงมีรายงานจากหนึ่งในผู้ก่อเหตุที่ระบุว่า อันที่จริงแล้วคำสั่งคือการลักพาตัวประธานาธิบดี ไม่ใช่สังหาร
เดือด! ชาวเฮติลุกฮือประท้วงขอเลือกตั้ง
ในขณะเดียวกันตัวตนของผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารครั้งนี้ก็ยังเป็นปริศนา และคาดกันว่าน่าจะเป็นคนที่มีอิทธิพลและเครือข่ายมากถึงขนาดจ้างทหารจากต่างประเทศให้เข้ามายิงผู้นำเฮติได้
เหตุลอบสังหารประธานาธิบดีโมอิสเกิดขึ้นเมื่อเวลา ตี 1 ของวันพุธที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น
ภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าบ้านพักของผู้นำประเทศ เผยให้เห็นขบวนรถยนต์มุ่งตรงเข้ามาในบ้าน จากนั้นกลุ่มมือปืนก็บุกเข้าไปยังที่พักและยิงผู้นำอย่างอุกอาจถึง 12 นัด
นางมาร์ติน โมอิส สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของเฮติก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย และเธอเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องส่งตัวไปรักษายังฟลอริดา
ล่าสุดเธอฟื้นแล้วและให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า คนร้ายลั่นกระสุนอย่างรวดเร็วจนสามีของเธอไม่ทันที่จะเอ่ยพูดอะไร โดยกลุ่มคนร้ายพูดทั้งภาษาอังกฤษและสเปน
เสียงสะท้อน “คนไร้บ้าน” ห่วงมาตรการเคอร์ฟิว ไร้ที่นอนริมถนน
โฌเวเนล โมอิส ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเฮติตั้งแต่ปี 2017 และที่ผ่านมาตัวเขาขัดขากับกลุ่มนายทุนและนักธุรกิจจำนวนมาก
ด้านประชาชนเองที่ผ่านมาก็มีกระแสประท้วงต่อต้านผู้นำคนนี้อยู่บ่อยครั้ง รวมถึงโมอิสยังมีความขัดแย้งกับฝ่ายค้าน ซึ่งพร้อมใจกันกดดันให้เขาออกจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องจากครบเวลา 5 ปีพอดี โดยนับจากผู้นำคนก่อนหน้า
แต่โมอิสอ้างว่า ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้กว่าเขาจะได้ทำหน้าที่ก็ปาเข้าไปปี 2017 ส่งผลให้เขาต้องทำหน้าที่ต่อไปอีกปี หรือหมายความว่าช่วงเวลาหมดสมัยจริงๆ คือ ปี 2022ศัตรูทางการเมือง ตลอดจนความขัดแย้งกับฝ่ายค้าน และเสียงต่อต้านจากประชาชนส่งผลให้มูลเหตุของการลอบสังหารผู้นำคนนี้มีมากมาย และปัญหาคือ ความวุ่นวายต่อจากนี้ เมื่อยังไม่มีความชัดเจนว่าใครต้องขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ
จริงๆแล้วรัฐธรรมนูญของเฮติกำหนดให้นายกรัฐมนตรี โคลด โจเซฟ ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนประธานาธิบดีได้ หากเกิดกรณีฉุกเฉินแบบนี้
แต่ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุลอบสังหารเพียงวันเดียว นายโจเซฟเพิ่งจะถูกประธานาธิบดีโมอิสถอดถอนออกจากตำแหน่ง โดยเป็นไปตามอำนาจของประธานาธิบดีที่ให้สิทธิไว้ในรัฐธรรมนูญ คนที่ได้รับการแต่งตั้งแทนคือ ด็อกเตอร์ เอเรียล เฮนรี อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยและศัลแพทย์ด้านประสาท
แต่ปัญหาคือ ยังไม่ทันที่เฮนรีจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งก็เกิดเหตุลอบสังหารขึ้นเสียก่อน และขณะนี้ทั้งสองคน รวมถึงผู้สนับสนุนต่างอ้างสิทธิในการขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการแทนประธานาธิบดีที่ถูกลอบสังหาร
ความวุ่นวายไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสภาเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นตามท้องถนนทั่วไปด้วย
บรรยากาศหน้าสถานทูตสหรัฐฯ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวบ้านจำนวนมากไปรวมตัวกันเพื่อขอลี้ภัย เนื่องจากหวาดกลัวความไม่สงบที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังเหตุลอบสังหาร
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เฮติมีประวัติผู้นำถูกลอบสังหารถึง 3 ครั้งแล้วรวมครั้งล่าสุดนี้
ส่วนผู้นำในอดีตก็ถูกรัฐประหารมากถึง 26 ครั้ง และทุกครั้งก็มักตามมาด้วยความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคม
และล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เค้าลางของความวุ่นวายปรากฎชัดเจนขึ้น เมื่อหนึ่งในหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมที่มีอิทธิพลในเฮติออกมาประกาศว่า ตัวเขาจะสั่งให้สมาชิกแก๊งลงถนนประท้วงต่อการลอบสังหารนี้
โดยระบุว่า เป็นการประท้วงตำรวจและฝ่ายค้านที่ร่วมมือกันวางแผนลอบสังหาร และสร้างความวุ่นวายครั้งใหม่ในเฮติ
เฮติถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยที่สุดของภูมิภาคลาตินอเมริกา เพราะร้อยละ 60 ของประชากรในประเทศยังคงยากจน
หนึ่งในสาเหตุมาจากความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซ้ำเติมด้วยภัยพิบัติอย่างเฮอร์ริเคน และแผ่นดินไหว
และปัจจุบันเฮติคือหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังไม่ได้เริ่มฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้กับประชาชนเลยแม้แต่คนเดียว