การไล่ล่ากลุ่ม ISIS K ของสหรัฐฯ เหตุล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมา มีการยิงจรวด 5 ลูก เข้าใส่สนามบินฮามิด คาไซ ในกรุงคาบูล ซึ่งทหารสหรัฐฯ กำลังพยายามอพยพคนในกลุ่มสุดท้าย ๆ ออก อย่างไรก็ตาม จรวดทั้งหมดถูกสกัดไว้ได้ด้วยระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ที่ขณะนี้ควบคุมสนามบินอยู่
บริเวณสนามบินฮามิด คาไซ มีภาพของเพลิงไหม้ที่นักข่าวท้องถิ่นระบุว่า เกิดจากจรวดที่ยิงใส่สนามบิน เบื้องต้นยังไม่ชัดเจนว่าจรวดที่ยิงมานั้น เป็นฝีมือของ ISIS-K ที่วางระเบิดสนามบินไปเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วยหรือไม่
หลายวันที่ผ่านมา สหรัฐออกตามล่ากลุ่ม ISIS K ด้วยการใช้โดรน นี่คือภาพของรถยนต์ที่ถูกโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐฯ เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ในเขตที่พักอาศัยใกล้กับสนามบินฮามิด คาไซ กรุงคาบูล สหรัฐฯ ระบุว่า ถล่มรถยนต์คันนี้เพื่อสกัดกั้นแผนการใช้รถในการจุดระเบิดหรือ Car Bomb โดยระบุว่า ภายในรถยนต์คันดังกล่าวมีที่ระเบิดที่เตรียมไว้สำหรับจุดชนวน พร้อมกับผู้เสียชีวิตหนึ่งราย
การโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้อาคารบ้านเรือนในจุดดังกล่าวได้รับความเสียหาย สำนักข่าวหลายแห่งรายงานตรงกันว่า มีชาวอัฟกันเสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 6 ราย
สหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันว่ามีพลเรือนรวมถึงเด็กเสียชีวิต โดยระบุว่า กำลังสืบสวนความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่มีคำบอกเล่าจากพยานในเหตุการณ์ที่อาศัยอยู่ยังบริเวณนั้น
นี่เป็นการโจมตีด้วยโดรนต่อกลุ่ม ISIS K เป็นครั้งที่สองของสหรัฐ หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐโจมตีสมาชิกกลุ่ม ISIS-K ด้วยโดรนในจังหวัดนันกาฮาร์ ทางตะวันออกของกรุงคาบูล เมืองหลวง สหรัฐกำลังตามไล่ล่ากลุ่ม ISIS K ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่อยู่เบื้องหลังระเบิดฆ่าตัวตายที่สนามบินนานาชาติฮามิด คาไซเมื่อวันพฤหัสที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นระเบิดฆ่าตัวตายสองจุดบริเวณสนามบิน จุดแรกเกิดขึ้นที่โรงแรมบารอน ซึ่งใช้เป็นจุดลงทะเบียนของคนอัฟกันที่ต้องการอพยพลี้ภัยไปยังสหราชอาณาจักร
จุดที่สอง เกิดขึ้นที่ประตูแอบบี ซึ่งเป็นจุดที่คนจำนวนมากไปรวมตัวกันรอที่จะอพยพ เหตุระเบิดส่งผลให้มีชาวอัฟกันเสียชีวิต 169 ราย ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตอีก 13 ราย ผู้นำสหรัฐออกมาประกาศว่าจะตามล่ากลุ่ม ISIS K ให้ถึงที่สุดเพื่อชดใช้ความสูญเสียที่เกิดขึ้น
รู้จัก ISIS-K ผู้อยู่เบื้องหลังระเบิดสนามบินคาบูล
ISIS K หรือกลุ่มอิสลามแห่งจังหวัดโคราซัน (ISKP) เป็นหนึ่งในสาขาของ ISIS หลักที่มีจุดกำเนิดในอิรัก
ผู้ก่อตั้งกลุ่มคือ อาบู มูซาบ อัลซาคาวี ชาวจอร์แดน อดีตสมาชิกอัลไกดาสาขาอิรัก ที่ระดมเอาชาวสุหนี่ที่โกรธแค้นสหรัฐจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลชีอะห์ที่สหรัฐหนุน จนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองและสหรัฐต้องถอนทหารจากอิรักเมื่อปี 2011 หลังจากนั้น ISIS ได้ผู้นำใหม่คือ อาบู บากา อัล บักห์ดาดี ISIS เติบโตเมื่อไม่มีทหารสหรัฐประจำการ แผ่ขยายดินแดนยึดได้หลายเมืองของประเทศซีเรียและกลับมาประกาศตั้งรัฐอิสลามในเมืองโมซุลของอิรักในปี 2014ช่วงนั้นกลุ่มก่อการร้ายในหลายประเทศรับอุดมการณ์ของ ISIS มาและตั้งเป็นสาขาย่อย เช่น ISIS K ซึ่งเป็นสาขา ISIS ในอัฟกานิสถาน ก่อตั้งตัวเองเมื่อ 2015
ISIS กลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงโลก สหรัฐตัดสินใจจับมือกับพันธมิตร รวมถึงกองกำลังชีอะห์จากประเทศอิหร่านกวาดล้างกลุ่ม ISIS ปี 2019 หลังถูกปราบอย่างหนัก ISIS ก็สูญเสียที่มั่นเกือบทั้งหมดในซีเรียและอิรัก สมาชิกจำนวนมากที่มาจากหลากหลายประเทศหลบลงใต้ดิน จำนวนหนึ่งกลับบ้านเกิด และเชื่อกันว่าจำนวนหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาร่วมกับ ISIS K ในอัฟกานิสถานที่กำลังตกเป็นเป้าการไล่ล่าของสหรัฐและตาลีบัน
และล่าสุดมีรายงานว่า กลุ่มตาลีบันสามารถจับกุมสมาชิก ISIS K ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่สนามบินเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้ 6 คน โดย 2 ใน 6 คนนั้นเป็นชาวมาเลเซีย
ตาลีบันจับกุม ISIS K ที่ก่อเหตุระเบิดสนามบินได้ 6 คน
สำนักข่าว The Star ของมาเลเซีย และหนังสือพิมพ์ The Straitimes ของสิงคโปร์รายงานว่า รัฐบาลมาเลเซีย โดย อาคริล ซานี บิน อับดุลลาห์ ซานี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย กำลังตรวจสอบเพื่อยืนยันว่ามีพลเมืองมาเลเซียถูกจับกุมในอัฟกานิสถานตามที่กลุ่มตาลีบันกล่าวอ้างหรือไม่
ในช่วงที่ ISIS ในอิรักและซีเรียแข็งแกร่ง มีพลเมืองจากชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและมาเลเซียเดินทางไปร่วมรบกับกลุ่ม ISIS ที่นั่น กลุ่ม ISIS K ที่กำลังปฏิบัติการโจมตีภารกิจของทหารสหรัฐในการอพยพคนออกจากอัฟกานิสถานขณะนี้มีกำลังประมาณ 4,000 คน มีฐานที่มั่นในขอบจังหวัดนันการ์ฮาร์ ทางตะวันออกของประเทศอัฟกานิสถาน
ลักษณะเฉพาะของจุดดังกล่าวคือ เป็นที่อยู่ของชนเผ่าหลากหลาย มีภูมิประเทศที่ยากต่อการปกครองเนื่องจากเป็นหุบหรือเขาสูงที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวมากที่สุดของประเทศปากีสถานที่ผู้คนเรียกขานกันว่า พื้นที่เขตชนเผ่าหรือ Tribal Are เป็นพื้นที่ลำเลียงขนส่งยาเสพติดสายหลัก เพราะอยู่ไม่ไกลนักจากจังหวัดเฮลมันด์และกันดาฮาร์ พื้นที่ปลูกฝิ่นที่ใหญ่ที่สุดของโลก จนถึงเส้นทางค้าอาวุธเถื่อน เหล้าเถื่อน และบุหรี่เถื่อน เป็นจุดอิทธิพลของบรรดาขุนศึกหรือ Warlords กฏหมายจากส่วนกลางเข้าไปถึงยาก จึงกลายเป็นแหล่งฝึกรบและกบดานเหล่าบรรดานักรบมูจาฮิดีนตั้งแต่ช่วงที่สหภาพโซเวียตยึดครองอัฟกานิสถานเมื่อช่วงทศวรรษ 1980
Tora Bora แนวเทือกเขาที่อดีตผู้นำกลุ่มอัลไกดา โอซามา บินลาเดน ขุดเจาะถ้ำไว้ในช่วงรบกับสหภาพโซเวียตอยู่ในดินแดนแห่งนี้เช่นเดียวกัน บริเวณนี้คือ safe heaven ของอัลไคดา รวมถึงบางปีกของตาลีบัน ตลอด 20 ปีที่สหรัฐปฏิบัติการในอัฟกานืสถาน สหรัฐไม่สามารถทำอะไรได้มากในพื้นที่นี้ เนื่องจากความซับซ้อนของระบบสังคมที่เป็นชนเผ่า การอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจส่วนกลาง ยังไม่รวมถึงลักษณะภูมิประเทศที่ยากต่อการเข้าถึง เป็นยุทธศาสตร์ที่สหรัฐไม่เคยคุมได้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐล้มเหลวในอัฟกานิสถาน จนต้องประกาศถอนทหารในที่สุด แต่ระหว่างถอนทหาร สหรัฐก็ยังถูกตลบหลังเมื่อ ISIS K ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย สังหารทหารสหรัฐ 13 นาย เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในรอบหลายปี
ศพทหารสหรัฐฯ จากเหตุระเบิดสนามบินกลับถึงบ้านเกิด
ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ศพของทหารสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตถูกนำกลับแผ่นดินเกิด เครื่องบินลงจอดที่ฐานทัพอากาศโดเวอร์ ในรัฐเดลาแวร์ โดยผู้นำสหรัฐ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน และจิล ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งไปร่วมในพิธีรับร่างทหาร
ส่วนใหญ่ของทหารสหรัฐที่เสียชีวิตคือ หน่วยนาวิกโยธิน หนึ่งในนั้นคือ แม็กซ์ โซวิแอก นาวิกโยธินวัย 22 ปี พิธีศพของเขาถูกจัดขึ้นที่ชุมชนเล็ก ๆ ในเมืองอิรี รัฐโอไฮโอ มีสมาชิกครอบครัวและผู้นำชุมชนขึ้นกล่าวคำไว้อาลัย
ชาวสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งก็พากันไปจุดเทียนไว้อาลัยแก่ทหารจำนวน 13 นายที่เสียชีวิต ที่สุสานทหารแห่งชาติอาร์ลิงตันที่ตั้งอยู่ใกล้กับกรุงวอชิงตัน ดีซี
อย่างไรก็ตามความเสี่ยงยังไม่สิ้นสุด และสหรัฐฯ ยังคงเหลือเวลาอีก 1 วันในการอพยพ นั่นหมายความว่า ยังอาจมีอะไรเกิดขี้นได้อีกทุกเมื่อ
สหรัฐฯ เร่งอพยพคนออก ฝรั่งเศส-อังกฤษขอ Safe Zone
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐ ประธานาธิบดีไบเดนออกมาเตือนว่า การโจมตีอาจเกิดขึ้นอีก โดยในช่วง 24-36 ชั่วโมงต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาอันตรายที่สุด เนื่องจากเข้าใกล้เส้นตายของการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน
ด้านสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงคาบูลเตือนให้ระวังพื้นที่ไม่ปลอดภัย และเสี่ยงที่จะถูกโจมตีอย่าง บริเวณรอบๆ สนามบิน และตามทางเข้าสนามบินซึ่งมีอยู่หลายประตู
นับตั้งแต่ตาลีบันยึดกรุงคาบูลได้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม สหรัฐฯ อพยพคนออกจากอัฟกานิสถานไปแล้ว 117,000 ราย และยังคงเดินหน้าอพยพอย่างต่อเนื่อง เพราะยังเหลือคนที่ต้องอพยพอีกหลายหมื่นคน
ในขณะที่จำนวนทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ที่นั่นปัจจุบันลดลงเหลือ 4,000 นายแล้ว จากเดิม 5,800 นาย เนื่องจากบางส่วนทยอยถอนกำลังออกตามข้อตกลง ในขณะที่สหรัฐเริ่มทะยอยลดกำลังลง บริเวณรอบสนามบินเริ่มปรากฎมีกองกำลังตาลีบันเพิ่มมากขึ้น ทั้งหมดอยู่ในชุด Uniform ทหาร มีอุปกรณ์ครบครันรวมถึงปืน M4 ปืนไรเฟิ่ลมาตรฐานที่กองทัพสหรัฐใช้ อาวุธยุทธโธปกรณ์จำนวนมากที่สหรัฐมอบให้กองทัพอัฟกานิสถานขณะนี้ตกอยู่ในมือของตาลีบันหลังจากกองทัพอัฟกานิสถานยอมแพ้โดยแทบไม่มีการต่อสู้
นอกเหนือจากปืนไรเฟิ่ลมาตรฐานอย่าง M4 แล้วก็ยังมีรถหุ้มเกราะ รถฮัมวี่ เฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินโจมตีอีกจำนวนมาก
กองกำลังตาลีบันบางส่วนเข้าไปประจำการอยู่บริเวณสนามบินที่เป็นส่วนเครื่องบินพาณิชย์แล้ว พื้นที่สุดท้ายที่ยังไม่เข้าไปคือ จุดจอดเครื่องบินทหารที่สหรัฐใช้อพยพคนอยู่
การอพยพทำได้อย่างยากลำบากเนื่องจากตาลีบันเริ่มสกัดไม่ให้คนเดินทาง บวกกับการซุ่มโจมตีของ ISIS K ที่ทำให้เกือบทุกประเทศยกเลิกภารกิจอพยพคนไปก่อนหน้านี้
ตอนนี้เหลือเพียงสหรัฐที่ทำภารกิจต่อ โดยพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้าย ทำให้ขณะนี้คนจำนวนมากกังวลอย่างยิ่งว่า พวกเขาจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คนเหล่านั้นไม่เฉพาะคนอัฟกันที่เคยช่วยเหลืองานสหรัฐและนาโต้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงพลเมืองของชาติตะวันตกด้วย
สำนักข่าว The Guardian รายงาน ยังมีชาวสหราชอาณาจักรจำนวนหนึ่งตกค้างอยู่ในอัฟกานิสถาน แม้ว่ากองกำลังของสหราชอาณาจักรจะถอนทหารออกไปหมดแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ตาม ด้วยเส้นตายที่ใกล้เข้ามา พวกเขากลัวว่าจะไม่ได้กลับบ้าน
ล่าสุดในวันนี้ มีรายงานว่า ทางอังกฤษและฝรั่งเศสได้ส่งเรื่องไปยังสหประชาชาติ ร้องขอการจัดสรรพื้นที่ปลอดภัย หรือที่เรียกว่า Safe Zone ขึ้นในสนามบินฮามิด คาไซ
โดยพื้นที่ดังกล่าวจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และช่วยให้แผนการอพยพยยังคงดำเนินต่อไปได้ แม้ว่าจะเลยกำหนดวันที่ 31 สิงหาคมแล้วก็ตาม
การกำหนดนี้จะช่วยให้ชาวต่างชาติที่ยังตกค้างได้รับความช่วยเหลือ รวมถึงช่วยให้ชาวอัฟกันที่มีเอกสารเดินทางถูกต้องสามารถออกนอกประเทศได้
โดยเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า การกำหนด Safe Zone นั้นสำคัญอย่างมากในเวลานี้
ชาวอัฟกันแย่งอาหารแจก แห่ถอนเงิน สาธารณสุขไม่มั่นคง
ด้านชีวิตของชาวอัฟกันเป็นอย่างไร? สองสัปดาห์แล้วภายใต้การปกครองของตาลีบัน ที่ผ่านมาโลกได้เห็นภาพของผู้คนในเมืองที่ออกมาจับจ่ายใช้ชีวิตกันตามปกติ แต่ล่าสุดภาพจากองค์กรความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแห่งหนึ่งเผยว่า คนจำนวนมากกำลังเริ่มอดอยาก
ภาพจากองค์กร Mahboba's Promise องค์กรความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของออสเตรเลีย โดยถ่ายจากด้านในรถยนต์ที่เดินทางไปแจกขนมปังให้แก่ชาวบ้าน จะเห็นว่าชาวอัฟกันยื้อแย่งขนมปังกันวุ่นวาย โดยผู้ที่เข้ามาแย่งนั้นมีทั้งชาย หญิง และเด็ก โดยทางองค์กรระบุว่า ขณะนี้มีชาวอัฟกันราว 500 คนที่ตั้งแคมป์พักอยู่นอกกรุงคาบูล โดยคนเหล่านี้หนีตาลีบันมาจากเมืองอื่นๆ
อีกเสียงกังวลมาจากองค์การแพทย์ไร้พรมแดน ที่ล่าสุดระบุว่า ระบบสาธารณสุขของอัฟกานิสถานอาจล่มสลายตามมา สาเหตุหลักมาจาก หลังตาลีบันขึ้นปกครอง บรรดาชาติต่างๆ ที่เคยบริจาคเงินช่วยเหลืออัฟกานิสถานก็พากันระงับเงินบริจาค เช่น ธนาคารโลก สหภาพยุโรป ไปจนถึง ไอเอมเอฟ ที่ขณะนี้ล้วนระงับความช่วยเหลืออัฟกานิสถานขณะนี้ยังไม่เกิดปัญหา แต่ในอนาคตอันใกล้อัฟกานิสถานจะเผชิญกับการขาดแคลนยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์
ล่าสุดในกรุงคาบูล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาปรากฏภาพของชาวอัฟกานิสถานจำนวนหนึ่งแห่กันไปต่อแถวถอนเงินออกที่ธนาคารและตู้เอทีเอ็ม เกิดขึ้นเพราะในวันเสาร์ ตาลีบันประกาศข้อกำหนดใหม่ว่า ให้ถอนเงินได้สัปดาห์ละ 20,000 อัฟกานีเท่านั้น หรือคิดเป็นเงินไทยราว 6,500 บาท พร้อมให้คำมั่นว่า เศรษฐกิจของอัฟกานิสถานจะฟื้นคืนกลับมา
อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าบางธนาคารปิดให้บริการยาวมาตั้งแต่ตาลีบันขึ้นปกครอง สร้างความกังวลว่าเงินเก็บของใครหลายคนจะหายไปหรือไม่