มีการคาดการณ์กันว่า ยาเม็ดตัวแรกที่จะใช้ในการรักษาโควิด-19 จะสามารถออกสู่ตลาดใช้จริงได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า หลังมีข้อมูลการทดสอบพบว่า ยา “โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir)” ลดอัตราการป่วยเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิตจากโควิด-19 ลงได้ครึ่งหนึ่ง
หากได้รับการอนุมัติใช้โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยาต้านไวรัสตัวนี้จะเป็นยาเม็ดตัวแรกที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านโควิด-19 และจะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการต่อสู้กับโรคระบาด ยาอื่น ๆ ในปัจจุบันที่ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่เป็นยาฉีด
ยาตัวล่าสุดนี้ผลิตโดยบริษัทเมอร์ค (Merck) หรือที่ในต่างประเทศรู้จักกันในชื่อ MSD หรือริดจ์แบ็ก (Ridgeback) จะเป็นยาตัวแรกที่ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสามารถรับประทานที่บ้านได้ เมอร์คกล่าวว่า จะขออนุญาตใช้ยาดังกล่าวในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐฯ ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า และขออนุมัติให้มีการใช้ในประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศในอนาคตอันใกล้
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า หากข้อมูลเพิ่มเติมสนับสนุนผลการทดลองทางคลินิกเบื้องต้น ยาอาจได้รับการอนุมัติสำหรับการรักษาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงภายในไม่กี่สัปดาห์
ดีน หลี่ รองประธานฝ่ายวิจัยของเมอร์คกล่าวว่า “มันเกินกว่าสิ่งที่ผมคิดว่ายานี้จะทำได้ การป่วยเข้าโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตลดลง 50% นั่นเป็นผลลัพธ์ทางคลินิกที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก”
การทดลองดำเนินการในประชากรวัยผู้ใหญ่ 775 รายที่ป่วยด้วยโรคโควิด-19 ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยร้ายแรงอันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ ครึ่งหนึ่งได้รับยาเม็ดเป็นเวลา 5 วัน เรียกว่า โมลนูพิราเวียร์มีลักษณะเป็นยาแคปซูลสีน้ำตาลขนาดเล็ก รับประทานวันละ 2 ครั้ง
ผลการศึกษาพบว่า มีผู้ป่วย 53 ราย (14%) ในกลุ่มยาหลอกต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เทียบกับเพียง 28 ราย (7%) ของกลุ่มผู้ที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ และไม่มีผู้เสียชีวิตเลยในกลุ่มที่ได้ยา แต่มีผู้เสียชีวิต 8 รายในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก
ข้อมูลจากการศึกษานี้เผยแพร่สู่สาธารณะในข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อวันศุกร์ (1 ต.ค.) และยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อิสระที่เฝ้าติดตามการทดลองนี้ออกมาแสดงความเหฌนว่า ผลลัพธ์ของยาโมลนูพิราเวียร์นั้นน่ายินดีมาก
ศ.ปีเตอร์ โอเพนชอว์ จากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน อธิบายว่า ผลการวิจัยหากได้รับการยืนยันรับรองความน่าเชื้อถือ จะเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก และเสริมว่า การทดลองที่น่าผิดหวังของยาต้านไวรัสอื่น ๆ เช่น เรมดิซิเวียร์ ได้ลดความคาดหวังต่อการพัฒนายาโมลนูพิราเวียร์ “เราไม่คาดหวังว่าจะได้เห็นข้อมูลที่น่าประทับใจเช่นนี้จากยาต้านไวรัส” เขากล่าว
ศ.ปีเตอร์ ฮอร์บี จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่จะเห็นข้อมูลทางคลินิกในเชิงบวกในการทดลอง หากผลออกมาเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นผลในเชิงบวกอย่างมาก”
แต่เขาเตือนว่า จำเป็นต้องมีความระมัดระวังและมีการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากจำนวนกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค่อนข้างน้อย ตัวเลขประสิทธิภาพอาจยังขาดความน่าเชื่อถือ
ในส่วนของข้อมูลผลข้างเคียงจากยา ยังไม่มีการเปิดเผยโดยละเอียด ทราบแต่เพียงว่า อัตราการพบผลข้างเคียงมีความคล้ายคลึงกันระหว่างกลุ่มที่ได้รับยาหลอกและกลุ่มที่รับโมลนูพิราเวียร์
การค้นหายาโควิด-19 ที่สะดวกที่ผู้ป่วยสามารถรับประทานเองที่บ้านได้ถือเป็นความท้าทายของแวดวงวิทยาศาสตร์และการแพทย์ทั่วโลก
ยังไม่มีคำยืนยันว่า สหราชอาณาจักรจะสั่งยาโมลนูพิราเวียร์ล่วงหน้าในปริมาณมากหรือไม่ หรือจะจัดการกระบวนการอนุมัติฉุกเฉินสำหรับใช้ในสหราชอาณาจักรอย่างไร
ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้สั่งซื้อยาดังกล่าวล่วงหน้าแล้ว 1.7 ล้านโดส ในราคา 1.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 40,000 ล้านบาท)
สำหรับประเทศไทยเอง ก่อนหน้านี้ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขเตรียมนำเข้ายาโมลนูพิราเวียร์รักษาโรคโควิด-19 โดยเฉพาะ
โดยบริษัทผู้ผลิตวางแผนจะขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาในเดือน ต.ค.64 ส่วนประเทศไทย คาดว่า จะมีการขึ้นเทียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใน พ.ย.นี้ และจะมีการสั่งนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยต่อไป
ซึ่งยาตัวนี้ จะนำมาใช้แทนยาฟาวิพิราเวียร์ เนื่องจากกลไกการทำงานเหมือนกันสามารถยับยั้งไวรัสเข้าสู่เซลล์ แต่ยาโมลนูพิราเวียร์จะเฉพาะเจาะจงกับไวรัสก่อโรคโควิด-19
เรียบเรียงจาก The Guardian
ภาพจาก AP / AFP