ล่าสุดของบรรดาผู้อพยพที่ชายแดนเบลารุส-โปแลนด์พวกเขาติดอยู่ตรงนี้หลายสัปดาห์แล้วหลังจากโปแลนด์ไม่ยอมเปิดชายแดนให้ข้ามต่อไปยังจุดหมายปลายทางคือประเทศเยอรมนีแออัดยัดเยียดกันอยู่ในเต๊นฑ์และเพิงพักชั่วคราวที่สร้างขึ้นแบบง่ายๆ ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวจัดแบบติดลบ
ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือทหารโปแลนด์พร้อมอาวุธ ตรึงกำลังเต็มที่ป้องกันไม่ให้ผู้อพยพเหล่านี้ฝ่าด่าน รั้วเข้ามา ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เกิดการปะทะและความวุ่นวาย
เมื่อผู้อพยพที่สิ้นหวังพยายามฝ่าด่านข้ามชายแดนแล้วหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จเพราะโปแลนด์เพิ่มกำลังทหารอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามบรรดาผู้อพยพบอกว่าจะไม่ถอย จะข้ามไปประเทศในสหภาพยุโรปให้ได้ ผู้อพยพเหล่านี้อยู่ท่ามกลางอากาศที่หนาวจัด จำนวนมากเป็นเด็ก ทั้งหิว ทั้งเหนื่อย ทั้งหวาดกลัว เด็กบางคนได้รับบาดเจ็บจากการปะทะขณะที่ผู้ใหญ่พยายามจะฝ่าแนวรั้วเข้าไปในโปแลนด์
หลายสัปดาห์แล้วที่ผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศที่มีสงครามกลางเมือง เช่นอิรัก ซีเรีย อัฟกานิสถาน หรือประเทศในแอฟริกาเหนืออย่างเช่น ลิเบีย ต้องมาติดอยู่ตรงนี้
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโปแลนด์ทำทุกวิถีทาง ปิดพรมแดนเพื่อไม่ให้ผู้อพยพเหล่านี้เดินทางไปประเทศจุดหมายปลายทางอย่างเยอรมนีเพราะโปแลนด์มองว่า คนเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยผู้นำเบลารุส ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโค
ลูคาเชนโคคือใคร และทำแบบนี้เพื่ออะไรเจ้าของฉายา เผด็จการคนสุดท้ายแห่งยุโรปที่ได้ฉายาแบบนี้เพราะทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่ในอำนาจต่อเนื่องมาอย่างยาวนานเกือบ 27 ปีแล้ว
นับตั้งแต่เบราลุสประกาศอิสระภาพเมื่อปี 1994 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เบลารุสก็ไม่เคยเปลี่ยนผู้นำเลย ต่างจากประเทศอื่นๆ ในยุโรปถือเป็นผู้นำที่ใช้ไม้แข็ง
หลังๆประชาชนเริ่มไม่พอใจ เริ่มไม่เอาผู้นำคนนี้ โดยเฉพาะเมื่อเบลารุสเจอวิกฤตเศรษฐกิจ และการระบาดของโควิด
ย้อนไปการเลือกตั้งปีที่แล้ว คนจำนวนมากออกไปกาบัตรให้ฝ่ายค้าน ตามโพลที่ออกมาฝ่ายค้านควรได้คะแนนมาก แต่ผลออกมาผิดคาด ลูคาเชนโคชนะแบบถล่มทลาย ขึ้นเป็นผู้นำต่อสมัยที่ 6 ประชาชนไม่พอใจ ออกมาประท้วงใหญ่ ลูคาเชนโคใช้กำลังปราบปรามอย่างหนัก
สหภาพยุโรปประกาศคว่ำบาตรทางการค้า ทำให้ลูคาเชนโคไม่พอใจ และพยายามหาวิธีแก้แค้นสหภาพยุโรป และสิ่งที่เกิดขึ้นบนชายแดนเบลารุส-โปแลนด์ขณะนี้คือการแก้แค้น
หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี รัฐบาลเบลารุสมีมาตรการออกวีซ่าให้ง่ายขึ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้อพยพเข้ามาใช้เส้นทางจากเลารุสเพื่อเข้าไปสหภาพยุโรปแทนเส้นทางเดิมที่เป็นเส้นทางทะเลการสร้างแรงจูงใจก็เช่นเช่น ออกวีซ่าให้เข้ามาเบราลุสแบบง่ายๆ
เบราลุสไม่ได้เป็นสมาชิกสภาพยุโรป ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงเชงเก้น แต่ผู้อพยพก็มองว่า ถ้าพวกเขาเดินทางมาถึงเบลารุสแล้ว การเข้าสภาพยุโรปก็จะไม่ยากมากนักแล้ว เพราะโดยหลักการ สหภาพยุโรปต้องเปิดพรมแดนเพื่อมนุษยธรรมก็เลยทำให้บรรดาผู้อพยพที่ต้องการจะไปสหภาพยุโรปเดินทางมาที่เบราลุสเป็นจำนวนมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษระบุว่า เมื่อผู้อพยพเหล่านั้นเดินทางมาถึงกรุงมินส์ของเบลารุสแล้ว รัฐบาลก็จะอำนวยความสะดวกด้วยการจัดรถเดินทางไปส่งผู้อพยที่ชายแดนโปแลนด์ และปล่อยให้ผู้อพยพเหล่านั้นกดดันทหารโปแลนด์ที่ประจำการที่นั่นด้วยการพยายามฝ่าด่านหรือแนวกั้น
นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ มาเตอุส โมราเวียคกี ไม่พอใจอย่างหนัก ออกมาแถลงข่าวเมื่อคืนวันอังคารว่า ขณะนี้ความมั่นคงของโปแลนด์กำลังสั่นคลอนหนักที่สุดในรอบ 30 ปี สภาพยุโรปไม่พอใจ เมื่อวานนี้ออกมาบอกว่า จะคว่ำบาตรเบลารุสเพิ่มเติม
ล่าสุดหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรปอย่างลิทัวเนียซึ่งมีพรมแดนติดเบราลุสเช่นกันออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์เมื่อวานนี้ อินกริด้า ไซโมนเต นายกรัฐมนตรีลิทัวเนียแถลงข่าวว่ากลุ่มประเทศบอลติกได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว และประกาศว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องความมั่นคงของสหภาพยุโรป
ส่วนท่าทีของผู้นำลัตเวียค่อนข้างแรง โดยระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนชายแดนโปแลนด์คือ การค้ามนุษย์ที่มีรัฐเป็นผู้สนับสนุน แน่นอนว่ารัฐที่นายกฯ ลัตเวียระบุหมายถึงรัสเซียและเบลารุสและบอกด้วยว่า คนที่อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมดคือ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ที่ร่วมมือกับลูคาเชนโคปล่อยให้ผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาเพื่อทำลายความมั่นคงของสหภาพยุโรป โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างอาณาจักรรัสเซียใหม่
นี่คือความวุ่นวายและวิกฤตที่เกิดขึ้นบนชายแดนโปแลนด์ และเรื่องนี้ถูกทำให้ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อรัสเซียกระโดดเข้ามาร่วมวงเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ประกาศแบบไม่อ้อมค้อมว่า ประธานาธิบดีปูตินอยู่เบื้องหลัง เป็นคนวางแผนการให้เบลารุสทำแบบนี้และดูเหมือนปูตินจะไม่แคร์กับข้อกล่าวหานี้ด้วย มีการแสดงออกที่ชี้ว่า รัสเซียเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ
เมื่อวานกระทรวงกลาโหมรัสเซียปล่อยภาพนี้ออกมา เป็นภาพของเครื่องบินทิ้งระเบิด “ตู-22เอ็ม3” ซึ่งเป็นเครื่องบินทางยุทธศาสตร์พิสัยไกล ความเร็วเหนือเสียงของกองทัพอากาศรัสเซีย บินวนเวียนอยู่เหนือน่านฟ้าของเบลารุส
เป็นหนึ่งในเครื่องบินรบของรัสเซียที่มีศักยภาพสูงมาก และรัสเซียมักใช้ในภารกิจทางการทหารในต่างประเทศ เช่นในสงครามซีเรียที่รัสเซียสนับสนุนด้านกองกำลังให้กับประธานาธิบดีอัลอัสซาด อากาศยานดังกล่าว 2 ลำบินอยู่เหนือน่านฟ้าของเบลารุสเมื่อวานนี้
นักวิเคราะห์ระบุว่า นี่เป็นการส่งสัญญานจากประธานาธิบดีปูตินผู้นำรัสเซียว่า รัสเซียจะยืนอยู่ข้างเบลารุสไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และไม่สนใจเสียงประท้วงหรือเสียงทักท้วงจากสหภาพยุโรป
รัสเซียและเบลารุสมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในสมัยประธานาธิบดีลูคาเชนโคที่อยู่ในอำนาจมาเกือบ 30 ปี และประธานาธิบดีปูติน ที่รับตำแหน่งมา 20 ปี
สำหรับรัสเซีย เบลารุสคือรัฐกันชนระหว่างรัสเซียและอำนาจยุโรปตะวันตก ขณะนี้เบลารุสยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกสหภาพยุโรป รัสเซียจึงพยายามขยายอิทธิพลเข้าไป
เศรษฐกิจของเบลารุสพึ่งพารัสเซียเป็นอย่างมาก สินค้าส่งออกเกือบร้อยละ 80 ของเบลารุสถูกส่งไปขายในรัสเซีย และสินค้านำเข้าที่สำคัญที่สุดคือน้ำมันดิบ ซึ่งรัสเซียขายให้เบลารุสในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดหลายเท่า
เมื่อสหภาพยุโรปคว่ำบาตรเบลารุสปีที่แล้ว ในกรณีลูคาเชนโคใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง ตั้งแต่นั้นรัสเซียก็เพิ่มเม็ดเงินสนับสนุนเบลารุส โดยระบุว่าเป็นการช่วยเหลือเบลารุสที่โดนแทรกแซงจากกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก ไม่เพียงแต่เศรษฐกิจ ในด้านการทหาร เบลารุสก็ยังเปิดทางให้กองทัพรัสเซียเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศ เห็นได้ชัดว่ารัสเซียเริ่มเคลื่อนไหวเมื่อปฏิกิริยาจากอียูหันมาต่อต้านเบลารุส รัสเซียส่งเครื่องบินรบบินรอบชายแดนตะวันตกเป็นการตอบโต้ว่าพวกเขาหนุนหลังเบลารุสอยู่
แม้จะไม่ใช่การเข้ายึดครองเบลารุสแบบเดียวกับที่รัสเซียเคยทำกับไครเมีย แต่ผลที่ได้ก็อาจจะคล้ายกัน โดยเฉพาะในเวลาที่รัฐบาลอำนาจเบ็ดเสร็จกำลังจับมือกับรัสเซีย
เมื่อรัสเซียเข้ามาเกี่ยวพันแบบนี้ โอกาสที่วิกฤตจะขยายวงกว้างออกไปก็มี เช่น การดึงองค์กรทางการทหาร อย่างเช่น องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือเข้ามาร่วมวงด้วย เพราะสหภาพยุโรปรวมถึงโปแลนด์เป็นสมาชิก และหลักการของนาโตคือ หากสมาชิกถูกคุกคาม เท่ากับนาโตถูกคุกคาม
อย่างไรก็ตาม ผู้นำที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างรักษาการนายกรัฐมนตรีแองเกลา แมร์เคิลมองเห็นตรงนี้ ไม่มีใครอยากให้ไปถึงจุดนั้น เธอก็เช่นกัน
เมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้นำหญิงของเยอรมนีที่กำลังจะหมดหน้าที่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าออกมาใช้วิถีทางการทูตกับรัสเซีย ด้วยการขอให้ปูตินเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย คลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้นบนชายแดนโปแลนด์
หลังจากพูดคุยทางโทรศัพท์กับปูติน แมร์เคิลเปิดแถลงข่าวระบุว่า ต้องติดตามกันต่อว่าสถานการณ์ที่ชายแดนโปแลนด์-เบลารุสจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะที่ขณะนี้ยุโรปกำลังเข้าสู่หน้าหนาว อีกเงื่อนไขที่กดดันสหภาพยุโรปมากกว่าเคย ในการแก้ไขปัญหาผู้อพยพ