คอมมิวนิสต์จีนยกย่อง "สี จิ้นผิง" ผ่านมติประวัติศาสตร์

โดย PPTV Online

เผยแพร่

การประชุมใหญ่แบบเต็มคณะครั้งที่ 6 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจบลงแล้ว และก็เป็นตามคาดเมื่อที่ประชุมมีการรับรองสิ่งที่เรียกว่า “มติประวัติศาสตร์”สาระสำคัญของมติคือ การยกย่องให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ปูทางให้เขาครองอำนาจต่อสมัยที่ 3 หรืออาจนานกว่านั้น

การประชุมของสมาชิกคณะกรรมการกลางชุดที่ 19 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นการประชุมเต็มแบบคณะครั้งที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับการเจรจาต่อรองทางการเมือง ก่อนที่จะมีการตัดสินใจใดๆ ในการประชุมใหญ่ของพรรคในปีหน้า

นอกเหนือจากประกาศความสำเร็จของพรรคในการนำพาประเทศจีนในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา รวมถึงทิศทางการพัฒนาในอนาคตแล้ว เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ยังมีอีกเหตุการณ์สำคัญ

นั่นคือการผ่าน “มติประวัติศาสตร์” ซึ่งจะเป็นการปูทางให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อเป็นสมัยที่ 3 รวม 15 ปี หรือนานกว่านั้นคือตลอดชีวิต หลังจากก่อนหน้านี้จีนได้แก้กฎหมายที่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ 2 สมัยเมื่อปี 2018 มาแล้ว

อะไรคือมติประวัติศาสตร์?

ผู้สังเกตการณ์บางคนมองว่า “มติประวัติศาสตร์” เป็นความพยายามเสริมสร้างสถานะของสีจิ้นผิง ให้เทียบเท่าเหมาเจ๋อตง ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเติ้งเสี่ยวผิง ผู้สืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อจากประธานเหมา และเป็นผู้ที่เปิดประเทศจีน

ในอดีตมีการผ่านมติลักษณะดังกล่าวเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือในยุคของประธานเหมาเจ๋อตุง ในปี 1945 และครั้งที่ 2 คือ เติ้งเสี่ยวผิง ในปี 1981

นักวิเคราะห์การเมืองระบุว่า นัยสำคัญทางการเมืองของ “มติประวัติศาสตร์” คือการใช้เป็นเครื่องมือหรือหนทางในการแก้ไขความผิดพลาดในอดีตและเป็นหมุดหมายในการปรับทิศทางสังคมครั้งใหญ่

โดยครั้งแรกที่ประกาศในที่ประชุมใหญ่พรรคเมื่อปี 1945 “ มติประวัติศาสตร์”ช่วยให้เหมาเจ๋อตงรวบรวมความเป็นผู้นำเพื่อให้มีอำนาจเต็มที่ก่อนการประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949

ส่วน “มติประวัติศาสตร์” ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อปี 1981 หลังหลังเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นสู่อำนาจได้ 2 ปี ในคราวนั้นเติ้งได้พยายามชำระประวัติศาสตร์ด้วยการวิจารณ์ความผิดพลาดนโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ หรือ Great Leap Forward และการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นช่วงปี 1966-1976 ของเหมาเจ๋อตง ที่ทำให้ประชาชนอดอยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก   

ด้านบีบีซีรายงานอ้างผู้เชี่ยวชาญว่า สีจิ้นผิง กำลังทำตัวเองให้เหมือนเป็นฮีโร่ในมหากาพย์เส้นทางการเดินทางของประเทศ ด้วยการผลักดันผ่านมติประวัติศาสตร์ ซึ่งจะช่วยให้เขาเข้าไปอยู่เป็นศูนย์กลางเรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์และจีนสมัยใหม่

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนวิเคราะห์ว่า “ มติประวัติศาสตร์” นี้เป็นสัญญาณว่าจีนอาจย้อนกลับไปสู่ ‘ลัทธิบูชาบุคคล' หลังสีจิ้นผิงเดินหน้ากระชับอำนาจมานานหลายปี

จีนมีบทเรียนจากลัทธิบูชาตัวบุคคล ที่พาประเทศไปสู่โศกนาฏกรรม ย้อนไปสมัยเหมา เจ๋อตง ผู้นำคนแรกนำแนวคิดมาร์กซิสมาใช้เต็มที่ กรรมสิทธิ์และการครอบครองทรัพย์สินทั้งหมดถูกยกเลิก พื้นที่การเกษตรทั้งหมดกลายเป็นของรัฐ

เมื่อผลผลิตทั้งหมดถูกนำไปรวมและแบ่งในสัดส่วนเท่ากัน สิ่งที่ตามมาคือประชาชนขาดแรงจูงใจในการผลิต ส่งผลให้ในทศวรรษถัดมาจีนเผชิญกับทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตถึง 30 ล้านคน

ความสุดโต่งของนโยบายเป็นผลมาจากสถานะของผู้นำที่อยู่ในจุดสูงสุด หลังยุคเหมา เจ๋อตง ผู้นำคนที่สองจึงเปลี่ยนรูปแบบ ป้องกันการรวมอำนาจปกครองไว้ที่ผู้นำเพียงคนเดียว ด้วยการให้คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์สูงสุดจำนวน 7 คนคานอำนาจผู้นำพรรค

อย่างไรก็ตามข้ามเวลามาเดือนมีนาคม ปี 2018 สภาประชาชนแห่งชาติจีนกลับลงมติรับรองให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกบทบัญญัติที่จำกัดจำนวนวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไม่เกิน 2 สมัย เพื่อเปิดทางให้สีจิ้นผิงสามารถครองอำนาจในฐานะประมุขของประเทศไปตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะสละตำแหน่ง

ส่งผลให้ในปัจจุบันสี จิ้นผิงคือ ผู้นำจีนที่ทรงอำนาจที่สุดนับตั้งแต่ยุคเหมาเจ๋อตุง หรือย้อนกลับไปไกลถึงยุคที่จีนปกครองโดยจักรพรรดิคาดกันว่ามตินี้จะยิ่งทำให้สี จิ้นผิงกุมอำนาจได้มากยิ่งขึ้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก และมาไกลเกินกว่าที่คนรุ่นก่อนจะคาดคิด

มาดูสถิติเบื้องต้นของจีนในปัจจุบัน

ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองแค่สหรัฐฯ มูลค่า GDP ของจีนในปี 2020 อยู่ที่ 14.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนสหรัฐฯ อยู่ที่ 20.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามด้วยอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์คาดว่าในปี 2028 เศรษฐกิจของจีนจะเติบโตเท่าสหรัฐฯ และโตมากขึ้นเรื่อยๆ จนขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกในปี 2035

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดส่งผลให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทั้งในด้านการผลิตและนำเข้า จีดีพีควบคู่ไปกับจำนวนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นี่คือประเทศที่จำนวนชนชั้นกลางเติบโตเร็วที่สุด ข้อมูลจาก Pew Research ปี 2000 จีนมีจำนวนชนชั้นกลางราว 39 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 3 ของประชากร ข้ามมาปี 2018 จำนวนชนชั้นกลางเพิ่มเป็น 707 ล้านคน หรือร้อยละ 50.8 ของประชากร

อย่างไรก็ตามความมั่งคั่งของจีนเพิ่มขึ้นเคียงคู่กับการปิดกั้นเสรีภาพและการเบ่งบานของแนวคิดชาตินิยม

ในประเด็นเสรีภาพ ใหญ่ที่สุดคือ โควิด-19 ที่ในช่วงต้นของการระบาด รัฐบาลปักกิ่งใช้อำนาจควบคุมเต็มที่ ออกคำสั่งปิดเมือง กักกันผู้คน ไปจนถึงลงโทษประชาชนที่ฝ่าฝืนกฎ

ความพยายามควบคุมยังรวมถึงสิทธิมนุษยชนที่หายไป นักข่าวและแพทย์ที่รายงานสถานการณ์โดยไม่ได้รับอนุญาตก็ถูกจับไปด้วย โซเชียลมีเดียและสื่อถูกควบคุม เซนเซอร์คำต้องห้าม จนถึงทุกวันนี้ยังคงมีผู้กังขาต่อตัวเลขที่แท้จริงของการระบาดในจีน

ส่วนในประเด็นชาตินิยม ยิ่งจีนเติบโตมากขึ้น แนวคิดนี้ยิ่งเข้มข้น โดยเฉพาะหลักการจีนเดียว

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาโลกได้เห็นปรากฏการณ์ประชาชนจีนล่าแม่มด และลงโทษศิลปินดาราที่ถูกพิจารณาว่าไม่ทำตามหลักการจีนเดียว เช่น กรณีที่ จาง เจ๋อฮั่น ไอดอลหนุ่มคนดังปรากฏภาพถ่ายระหว่างท่องเที่ยวในญี่ปุ่นโดยเจ้าตัวไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ในกรุงโตเกียว ศาลเจ้าที่เป็นที่สักการะบูชาดวงวิญญาณบรรดาทหารในสงครามโลกครั้งที่ 2

ชาวเน็ตจีนมองว่า การกระทำนี้เป็นการไม่รักชาติ เพราะจีนกับญี่ปุ่นเคยบาดหมางกันมาก่อนจากการที่ญี่ปุ่นบุกจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหล่านี้คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่จีนเติบโตขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ

ยังไม่นับรวมความพยายามทางการทหารและการขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้ เช่น ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จีนส่งเครื่องบินรบเข้าเขตไต้หวันมากถึง 150 ครั้งแล้ว

และล่าสุดคือ ประเด็นฮ่องกง ที่กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่จากรัฐบาลปักกิ่งกำลังปิดปากบรรดานักเคลื่อนไหวจำนวนมาก

นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกงคนล่าสุดที่ถูกดำเนินคดีคือ หม่า ชุนมาน เจ้าของฉายา “กัปตันอเมริกา 2.0” เนื่องจากตัวเขามักร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยพร้อมกับโล่แบบเดียวกับในภาพยนตร์กัปตันอเมริกา

ผู้ชุมนุมคนนี้ถูกตัดสินโทษจำคุกเกือบ 6 ปี จากความผิดที่ขัดกับกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ ที่เพิ่งจะประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ปีที่แล้ว

ส่งผลให้ทางแอมเนสตี้ฮ่องกงออกมาประณาม การตัดสินจำคุกผู้ชุมนุมที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างสงบ และรัฐบาลฮ่องกงกำลังทำให้การแสดงความคิดเห็นกลายเป็นอาชญากรรม

อะไรคือกฎหมายความมั่นคงใหม่?

กฎหมายดังกล่าวเพิ่งจะประกาศใช้เมื่อกลางปี 2020 และถูกมองว่าร่างขึ้นเพื่อจัดการกับบรรดาผู้เห็นต่าง หลังปี 2019 เกิดการประท้วงใหญ่เรียกร้องประชาธิปไตย จนนำไปสู่การปะทะและปราบปรามอย่างรุนแรง กระทบต่อเศรษฐกิจของฮ่องกงอย่างหนัก

เนื้อหาในข้อกฎหมายแบ่งความผิดออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ มีพฤติกรรมแบ่งแยกดินแดน, มีพฤติกรรมล้มล้างอำนาจ, มีพฤติกรรมก่อการร้าย และมีพฤติกรรมสมรู้ร่วมคิดบ่อนทำลายรัฐ

หากถูกพิจารณาว่าผิดจริง โทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ข้อมูลของเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนครบรอบ หนึ่งปี ที่ฮ่องกงใช้กฎหมายความมั่นคง มีนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยถูกจับกุมไปแล้ว 117 ราย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ