ทีมวิจัยจากสหรัฐฯ นำโดยวิทยาลัยการแพทย์มหาวิทยาลัยเยล รายงานพบกรณีของผู้ป่วยหญิงที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องและติดเชื้อโควิด-19 แต่เป็นเชื้อที่เกิดการกลายพันธุ์จน “ดื้อยา” หรือความสามารถในการลดประสิทธิภาพยา ต่อยา “เรมดิซิเวียร์ (Remdesivir)” ได้
ปัจจุบัน มีเพียงยาของเมอร์คและไฟเซอร์ ที่ดูจะมีแนวโน้มที่ดีว่าสามารถรักษาโควิด-19 ได้ แต่ก็ยังไม่ได้มีการนำมาใช้จริงเพราะอยู่ระหว่างขออนุมัติใช้กรณีฉุกเฉินและเรื่องของกำลังการผลิต
1 ใน 3 ของผู้ป่วยโควิด-19 รุนแรงในเกาหลีใต้ อาการดีขึ้นหลังรับยาเรมดิซิเวียร์
ด้วยเหตุนี้หลายประเทศจึงเลือกใช้ยาเรมดิซิเวียร์ในการรักษาโควิด-19 เป็นตัวเลือกหลักเช่นเดียวกับฟาวิพิราเวียร์ นอกจากนี้ เรมดิซิเวียร์ยังเป็นทางเลือกในการรักษาโควิด-19 ในกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ข้อดีอย่างหนึ่งจนถึงก่อนหน้านี้ของเรมดิซิเวียร์คือ ยังไม่มีการดื้อยาในผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาด้วยเรมดิซิเวียร์ แต่งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐฯ พบว่า มีการกลายพันธุ์ตำแหน่งหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งทำให้เชื้อดื้อต่อยาเรมดิซิเวียร์
การระบุพบการกลายพันธุ์ของไวรัสที่มีแนวโน้มดื้อยา รวมถึงระบุตำแหน่งการกลายพันธุ์ที่แน่นอน และติดตามการเกิดขึ้นของการกลายพันธุ์ดังกล่าวมีความสำคัญมาก
ในงานวิจัยดังกล่าว ทีมวิจัยได้ทำการศึกษาหญิงวัยราว 70 ปีที่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเดิมเธอป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด NHL ทำให้จำนวนเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดีต่ำโดยธรรมชาติ เมื่อติดเชื้อโควิด-19 จึงแสดงอาการโดยเป็นไข้เฉียบพลัน ไอ น้ำมูกไหล และสูญเสียการรับรู้กลิ่น
เนื่องจากเธอมีไข้อย่างต่อเนื่อง เธอจึงได้รับยาเรมดิซิเวียร์ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายกลับมาเป็นปกติและลดการอักเสบ อย่างไรก็ตาม เธอต้องรับการรักษาด้วยโมโนโคลนอลแอนติบอดีซ้ำ เนื่องจากในระหว่างและหลังการรักษาด้วยเรมดิซิเวียร์ แพทย์พบว่า แม้อาการทุเลาลงแล้ว แต่ผู้ป่วยรายนี้ยังคงมีเชื้ออยู่ และสามารถแพร่เชื้อต่อให้ผู้อื่นได้
นักวิจัยจึงเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย และทำการจัดลำดับจีโนมทั้งหมดเพื่อระบุสายพันธุ์โควิด-19
จากการวิเคราะห์จีโนมของไวรัสโดยละเอียด ทีมวิจัยจึงพบการกลายพันธุ์ “E802D” ซึ่งสร้างคุณสมบัติการดื้อต่อยาเรมดิซิเวียร์ พวกเขาเชื่อว่า การเกิดขึ้นของการกลายพันธุ์นี้เกี่ยวพันโดยตรงกับการรักษาด้วยยาเรมดิซิเวียร์
กรณีนี้ยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงประโยชน์ของการใช้โมโนโคลนอลแอนติบอดีในการรักษาผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องที่ติดเชื้อโควิด-19 โดยในกรณีนี้ สามารถกำจัดไวรัส แก้ไขปัญหาเรื่องการรับกลิ่น และเพิ่มระดับของเซลล์ในเลือดได้
แม้ข้อมูลการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ที่ทำให้ดื้อยาเรมดิซิเวียร์จะเพิ่งพบในเคสเดียว แต่ก็เป็นการชี้ให้เห็นเบื้องต้นว่า การใช้ยาเรมดิซิเวียร์อาจสามารถกดดันเชื้อโควิด-19 ได้จนผลักดันให้มันพยายามวิวัฒนาการ
ทีมวิจัยระบุว่า “จากการทดสอบเชื้อกลายพันธุ์ E802D ในหลอดทดลอง พบว่า มันอาจจำกัดการพัฒนาภูมิต้านทานจากการรักษาได้ แต่การศึกษาในหลอดทดลองพบความเสี่ยงจากเชื้อกลายพันธุ์นี้ในระดับที่จำกัด ... กระนั้น การค้นพบของเราเน้นย้ำถึงความสำคัญว่า ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องที่ติดเชื้อโควิด-19 อาจทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนของไวรัสที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเป็นแหล่งของความหลากหลายทางพันธุกรรมและการกลายพันธุ์ ที่ท้ายที่สุดอาจส่งผลเสียต่อการรักษาโควิด-19 ด้วยยาต้านไวรัส”
งานวิจัยนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบซ้ำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย
เรียบเรียงจาก News Medical / งานวิจัยฉบับเต็ม
ภาพจาก AFP