เริ่มที่เมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมาบรรดาผู้ประท้วงขว้างปาก้อนหินและดอกไม้ไฟใส่ตำรวจ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจยิงปืนขู่ และฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อตอบโต้ มีรายงานผู้ถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 64 คน มากกว่าครึ่งอายุยังไม่ถึง 18 ปี และมีผู้ประท้วงอย่างน้อย 3 คนได้รับบาดเจ็บ มีการทุบทำลายป้ายรถเมล์ และเจ้าหน้าที่ยังคงออกลาดตระเวนเพื่อรักษาความปลอดภัย
ผู้ประท้วงออกมาแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ วางแผนใช้ โคโรนาพาส เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนและรักษาโควิดหายดีแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนจะถูกกีดกันออกไปโดยปริยาย ส่วนที่กรุงเฮก มีผู้ประท้วงออกมาเผาจักรยานที่กลางเมือง และปะทะกับเจ้าหน้าที่จนต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อคืนนี้
ตำรวจ เปิดเผยว่า ผู้ประท้วงปาก้อนหินทะลุกระจกรถพยาบาลที่กำลังลำเลียงผู้ป่วย และยังมีตำรวจอีก 5 นายที่ได้รับบาดเจ็บ มีผู้ประท้วงถูกจับกุมทั้งหมด 19 คน ผู้อาศัยในเมืองให้สัมภาษณ์ว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะรัฐบาลเองกำลังจะใช้มาตรการล็อกดาวน์ผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีน
หลายประเทศในยุโรปบังคับใช้มาตรการ 2 G คือ คำใช้แทนคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ คนที่ฉีดวัคซีนแล้ว กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่ที่ติดเชื้อและหายแล้ว เป็นคนมีภูมิคุ้มกัน ภายใต้มาตรการจะอนุญาตให้เฉพาะคน 2 กลุ่มนี้ที่สามารถทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ เช่นการแข่งขันกีฬา งานแสดงด้านวัฒนธรรม และ การนั่งในร้านอาหารได้ ส่วนคนที่ไม่อยู่ในกลุ่ม 2 G คือคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน ซึ่งนับว่าเป็นคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน จะถูกห้ามทำกิจกรรมที่กล่าวมาข้างต้น
ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงอีกมาตการที่จะออกมาควบคุมการระบาด นั่นคือ มาตรการ 3 G คล้าย ๆ กับ 2 G แต่มีการเพิ่มคนอีกกลุ่มเข้ามาคือ คนที่มีผลตรวจเป็นลบ ถึงแม้ไม่ฉีดวัคซีนก็ตาม สามารถทำกิจกรรมในที่พื้นที่สาธารณะได้ จะเห็นได้ว่า มาตรการ 3 G จะมีความเข้มข้นน้อยกว่ามาตรการ 2 G
ในส่วนของเนเธอร์แลนด์เริ่มใช้มาตการ 2 G ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลออกคำสั่งล็อกดาวน์ประชาชนราว 17.5 ล้านคนเพื่อควบคุมการระบาด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เนเธอร์แลนด์มีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ 21,794 คน และเสียชีวิตเพิ่ม 55 คน อันที่จริงประเทศนี้ฉีดวัคซีนไปได้ค่อนข้างเยอะแล้ว โดยคนที่ฉีดวัคซีนครบสองโดสอยู่ที่ร้อยละ 72.3 แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนที่ไม่ฉีดวัคซีน
นอกเหนือจากประท้วงมาตรการ 2G แล้ว บรรดาคนหนุ่มสาวที่ออกมาประท้วงในเนเธอร์แลนด์ยังไม่พอใจที่ทางการสั่งห้ามการยิงพลุดอกไม้ไฟในวันก่อนวันปีใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้จำนวนผู้ป่วยใหม่เพิ่ม เพราะตอนนี้โรงพยาบาลต้องรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ออสเตรียประท้วง หลังสั่งล็อกดาวน์ และบังคับฉีดวัคซีน
อีกประเทศที่ประท้วงใหญ่ คือ ออสเตรีย ที่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทางการเริ่มบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศรอบใหม่ และยังเตรียมจะออกข้อบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องเข้ารับการฉีดวัคซีน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปีหน้า เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น
การประกาศทำให้ประชาชนออกมาเดินขบวนในกรุงเวียนนา และอีกหลายเมืองทั่วประเทศ เพื่อประท้วงรัฐบาลตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ผู้ประท้วงส่วนใหญ่ชูป้ายข้อความเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของพวกเขาคืน มีการโบกธงชาติ และตีกลองกันอย่างคึกคัก จนกระทั่งในช่วงบ่าย จำนวนผู้ชุมนุมที่เข้าร่วมกิจกรรม มีมากถึงเกือบ 40,000 คน
มีรายงานด้วยว่า ในบรรดาคนที่ออกมาชุมนุม มีกลุ่มขวาจัดในออสเตรียออกมาด้วย เชื่อว่าส่วนใหญ่มาจากพรรคฝ่ายค้านรัฐบาล หรือพรรค Freedom Party ซึ่งเป็นผู้นำประท้วงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อต่อต้านมาตรการควบคุมโควิด-19 ที่ล็อกดาวน์คนไม่ฉีดวัคซีน มีผู้ชุมนุมถูกตำรวจจับกุมตัวราว 10 คน ฐานละเมิดมาตรการโควิด-19 และละเมิดข้อห้ามใช้สัญลักษณ์นาซี
ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรียยกระดับคุมโควิด-19 เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศ 10 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และยังประกาศว่าประชาชนทุกคนต้องฉีดวัคซีน มาตรการนี้มีผลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ปีหน้า และใครที่ไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษทางกฎหมาย
ด้านผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศ เมื่อวานนี้พบผู้ติดเชื้อ 14,042 ราย ออสเตรียเป็นประเทศยุโรปตะวันตกที่มีอัตราการฉีดวัคซีนน้อยที่สุด โดยมีผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกร้อยละ 69.6 และครบโดสร้อยละ 65.2
เบลเยียมกลับมาใช้มาตรการคุมเข้มโควิด หลังยอดพุ่ง
อีกประเทศหนึ่งที่ประท้วงเดือดคือ เบลเยียม นี่คือภาพเหตุการณ์ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเบลเยียม ใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เข้าสลายการชุมนุมของประชาชน ที่ออกมาประท้วงมาตรการควบคุมโควิด-19 ของรัฐบาลเมื่อวานนี้ โดยมีรายงานว่า ผู้ประท้วงบางคนได้ตอบโต้เจ้าหน้าที่ด้วยการทุบทำลายกระจกรถตำรวจ คาดกันว่า มีประชาชนกว่า 35,000 คนที่ออกมาเดินขบวนที่กรุงบรัสเซลล์ เมืองหลวงของเบลเยียม พวกเขาไม่พอใจที่รัฐบาลกลับมาใช้มาตรการคุมเข้มโควิด 19 อีกครั้งเพื่อป้องกันการระบาด หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาสูงขึ้นอีก
ล่าสุดวันที่ 19 พฤศจิกายน มีผู้ติดเชื้อใหม่ 21,502 คน โดยเบลเยียมมีอัตราผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกร้อยละ 76.1 และได้รับวัคซีนครบโดสร้อยละ 74.8 จากประชากร 11.56 ล้านคน ตั้งแต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทางการกลับมาใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น ออกกฎเพิ่มสถานที่ที่ประชาชนต้องใส่หน้ากากอนามัยก่อนเข้าใช้บริการ เช่นร้านอาหารในอาคาร และกฎใหม่นี้ ใช้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้เคยบังคับใช้ที่ 12 ปีขึ้นไป
นอกจากนี้ยังมีการประกาศขยายการแสดงบัตรโควิดพาส ผู้ที่จะใช้บริการร้านอาหาร โรงละคร ต้องแสดงหลักฐานว่า ฉีดวัคซีนแล้ว ได้รับการตรวจหาเชื้อแล้วเป็นลบ หรือเพิ่งหายป่วยจากโควิด 19 ซึ่งเป็นมาตรการ 3 G ที่ยุโรปกำลังจะประกาศใช้
นักระบาดวิทยาชี้ มีโอกาสที่"เดลตา" จะกลายพันธุ์อีก
แม้ว่าตอนนี้อัตราการฉีดวัคซีนทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้น และในหลายประเทศมียอดผู้ติดเชื้อน้อยลง แต่การระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์เดลตาก็ยังน่าเป็นห่วง
ไวรัสสายพันธุ์เดลตาตรวจพบครั้งแรกที่อินเดีย เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และขณะนี้กลายเป็นสายพันธุ์ที่พบแพร่หลายมากที่สุดในโลก เนื่องจากสายพันธุ์เดลตาสามารถระบาดได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมจากอู่ฮั่นได้ถึง 2 เท่า
ล่าสุด ศาสตราจารย์ราวิ คุปตะ จากแผนกจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ยืนยันว่ามีโอกาสถึงร้อยละ 80 ที่ไวรัสสายพันธุ์เดลตาจะกลายพันธุ์ในอนาคต
ถึงจะมียาเม็ดโมลนูพิราเวียร์ที่ช่วยต้านไวรัส แต่นักระบาดวิทยาก็ชี้ว่า หลักการทำงานของยาหรือวัคซีนคือการแทรกแซงไม่ให้ไวรัสผลิตเซลล์ในร่างกาย แต่ถ้าหากมีเซลล์ตัวไหนที่รอดมาได้ ก็มีโอกาสที่เซลล์จะพัฒนาเกินศักยภาพของยาหรือวัคซีน
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์คือยอดผู้ติดเชื้อที่พุ่งทะยาน โดยเฉพาะในทวีปยุโรปที่ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ฉีดวัคซีนอยู่อีกจำนวนมาก ยิ่งไวรัสแพร่กระจายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อในร่างกายพัฒนาสายพันธุ์เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานของวัคซีนและยา อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2022 จนถึง 2023 บริษัทผู้ผลิตวัคซีนจะเริ่มใช้วัคซีนรุ่นใหม่ที่พัฒนามาเพื่อรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่