องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ออกมาเตือนว่า ขณะนี้ยุโรปทั้ง 53 ประเทศ มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รวมทะลุ 1.5 ล้านคนแล้ว และหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 7 แสนคนภายในเดือนมีนาคมปี 2022
ไม่ใช่แค่ตัวเลขผู้เสียชีวิตเท่านั้นที่น่าเป็นห่วง แต่สถานการณ์ในโรงพยาบาลทั่วยุโรปก็กำลังย่ำแย่ไปด้วย ปัจจุบันห้องผู้ป่วยหนักหรือ ICU เริ่มไม่เพียงพอกับการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ทำให้กระทบกับผู้ป่วยหนักในกลุ่มโรคอื่น ๆ ไปด้วย
องค์การอนามัยโลก คาดการณ์ไว้ว่า ประเทศยุโรป 49 ประเทศ จาก 53 ประเทศ จะต้องเจอสถานการณ์ตึงเครียดรุนแรงในแผนกห้องฉุกเฉินตั้งแต่ตอนนี้จนถึงฤดูหนาวสิ้นสุดลงในต้นปีหน้า
ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลทั้งหมด 58,030 คน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 42 จากตัวเลขในเดือนกันยายน การระบาดรุนแรงระลอกใหม่ของยุโรปเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น สภาพอากาศหนาวที่ทำให้ประชาชนใช้ชีวิตในอาคารปิด อากาศแห้งและเย็นยังทำให้เชื้อไวรัสแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นานขึ้น แต่อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญคืออัตราการฉีดวัคซีนที่ไม่เยอะเท่าที่ควรจะเป็น รวมถึงการที่ภูมิคุ้มกันของคนที่ฉีดวัคซีนครบเริ่มลดลง
โดย องค์การอนามัยโลก ระบุว่า ไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่ระบาดหนักอยู่ทั่วโลกตอนนี้ สามารถกระจายเชื้อได้เร็วและเร่งอาการได้ดีกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมที่อู่ฮั่นถึง 2 เท่า และจากรายงานทั่วยุโรปตอนนี้ จำนวนเคสร้อยละ 99 ล้วนมาจากโคโรนาไวรัสสายพันธุ์เดลตา
ในภูมิภาคยุโรปยังมีคนที่ไม่ฉีดวัคซีนอยู่จำนวนมาก ไวรัสเดลตาจึงระบาดรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ การฉีดวัคซีนอาจไม่ได้ช่วยป้องกันการแพร่เชื้อ แต่จะช่วยชะลออาการป่วยและป้องกันไม่ให้เสียชีวิต
องค์การอนามัยโลก ย้ำว่า การฉีดวัคซีนเป็นเรื่องจำเป็น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนชาวยุโรปรับวัคซีนเข็มแรก และถ้าหากฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ก็ขอให้รับเข็มบูสเตอร์ด้วย ถ้ารัฐบาลจัดสรรให้
หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ยุโรปรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเกือบ 4,200 คน ซึ่งเยอะเป็นสองเท่าจากตัวเลขทั้งเดือนกันยายน ประเทศบริเวณยุโรปใต้มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงสุด ได้แก่ โปรตุเกส มอลตา และสเปน ที่มีอัตราผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสมากกว่าร้อยละ 80 ส่วนประเทศในบริเวณยุโรปตะวันออกคือภูมิภาคที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำที่สุด โดยเฉพาะและบัลแกเรียที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในยุโรป อัตราการฉีดวัคซีนของโรมาเนีย อยู่ที่ร้อยละ 30.7 และบัลแกเรีย ร้อยละ 24.6 ค่าเฉลี่ยอัตราการฉีดวัคซีนในกลุ่มประเทศยุโรป อยู่ที่ร้อยละ 65.5
ปัญหาชาวยุโรปไม่ฉีดวัคซีนยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง ล่าสุดซีอีโอบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ออกมาบอกว่า ที่ยอดติดเชื้อในยุโรปพุ่งสูง เป็นเพราะความไม่ยอมฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ
ซีอีโอ แอสตร้าฯ ชี้ ยอดติดเชื้อยุโรปพุ่งเพราะปฏิเสธวัคซีน]
โดย พาสคาล โซริอ็อต ประธานบริหารบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุบีบีซี ว่าเหตุผลที่ยอดผู้ติดเชื้อในยุโรปเพิ่มขึ้นไม่หยุด เป็นเพราะยุโรปปฏิเสธไม่รับวัคซีนของบริษัทเขา
นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญต่างแคลงใจกับข้อสันนิษฐานนี้ ซึ่งโซริอ็อต อธิบายว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในสหราชอาณาจักรและในยุโรปต่างก็สูงเหมือนกัน แต่จำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเขาอ้างว่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาวได้ดีกว่าวัคซีนกลุ่ม mRNA อย่างไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา
เยอรมนีเป็นประเทศแรกในยุโรปที่แนะนำว่าไม่ควรฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าให้กับคนอายุ 65 ปีขึ้นไป อ้างอิงจากรายงานที่ว่าวัคซีนชนิดนี้ไม่ได้ผลกับผู้สูงอายุ หลังจากนั้นประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส โปแลนด์และสวีเดน ก็เห็นด้วยกับเยอรมนีและไม่แนะนำวัคซีนชนิดนี้ให้ประชาชน และเดนมาร์กเป็นประเทศแรกในโลกที่ไม่อนุญาตให้ประชาชนฉีดวัคซีนแอสตราเซนเนก้า
มีการสันนิษฐานว่าอีกหนึ่งเหตุผลที่ชาวยุโรปไม่ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจากอังกฤษ เพราะมีรายงานจากองค์กรยาแห่งสหภาพยุโรป หรือ EMA พบเคสที่เจอภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังจากฉีดวัคซีน แม้จะมีความเสี่ยงน้อยมากก็ตาม คำแนะนำครั้งนั้นทำให้ชาวยุโรปไม่เชื่อใจวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า โดยเฉพาะในช่วงแรกที่มีรายงานว่าเกิดผลข้างเคียงของวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในหมู่คนอายุน้อย คืออาการไข้สูง ประกอบกับภายหลังมีรายงานว่าวัคซีนกลุ่ม mRNA มีประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 95 มากกว่าแอสตร้าเซนเนก้าที่อยู่ที่ร้อยละ 60 ทำให้ยุโรปหันไปฉีดวัคซีนกลุม mRNA มากกว่า
อย่างไรก็ตาม อัตราการฉีดวัคซีนในหมู่คนยุโรปยังถือว่าน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับการที่ทวีปนี้เข้าถึงวัคซีนได้ง่ายกว่า และเป็นปัญหาที่ส่งผลให้การระบาดระลอกใหม่รุนแรงกว่าเดิม