สถานการณ์ในโซโลมอนวุ่นวายแค่ไหน นี่คือภาพที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันมานี้ จากภาพจะเห็นกลุ่มควันสีดำหนาทึบลอยขึ้นมาจากอาคารที่ถูกเผาไหม้ โดยมีกลุ่มผู้ประท้วงรายล้อมอยู่รอบๆ
อีกภาพเผยให้เห็นย่านไชนาทาวน์ ที่ตั้งอยู่ในกรุงโฮนีอารา เมืองหลวงของหมู่เกาะโซโลมอน ผู้ประท้วงกลุ่มนี้วางเพลิงและก่อจลาจลขึ้นในย่านไชน่าทาวน์ และในขณะที่เพลิงกำลังลุกไหม้ พวกเขายังส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ
ส่วนภาพนี้ถ่ายจากโทรศัพท์ของประชาชน เผยให้เห็นความวุ่นวายเมื่อผู้ประท้วงขว้างปาก้อนหินและข้าวของต่างๆ เพื่อสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและร้านค้า ที่มีรายงานว่าเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นร้านค้าสัญชาติจีน
มากกว่านั้นยังมีรายงานการปิดถนน ควบคุมพื้นที่ในหลายจุด และห้อมล้อมอาคารรัฐสภาด้วย ในขณะที่เมื่อวาน ( 24 พ.ย.)นี้มีรายงานตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเข้าสลายการชุมนุม
เหตุผลในการก่อจลจลครั้งนี้คืออะไร?
ผู้ประท้วงระบุว่า พวกเขาไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล และต้องการให้ มานาสเซห์ โซกาแวร์ นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง
สถานการณ์วุ่นวายจนรัฐบาลโซโลมอนต้องประกาศล็อกดาวน์ 36 ชั่วโมง ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ห้ามประชาชนออกจากเคหะสถาน แต่ยังคงมีรายงานผู้คนออกมาก่อจลาจล
แรงจูงใจของการชุมนุมยังไม่ชัดเจน และคาดว่าประกอบขึ้นจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลให้ประชาชนมองว่า รัฐบาลชุดนี้ที่เข้ามาทำงานตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2019 นั้น ไม่มีประสิทธิภาพ โดยพบว่า อัตราความยากจนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดมาไลตา เกาะที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของประเทศ
อีกปัจจัยหนึ่งที่คาดกันว่าเป็นเหตุของความไม่พอใจคือการที่รัฐบาลโซโลมอนชุดนี้ ดำเนินโยบายใกล้ชิดกับจีน
ก่อนรัฐบาลชุดนี้ หมู่เกาะโซโลมอนคือประเทศที่เป็นมิตรกับไต้หวัน และเป็นไม่กี่ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตใกล้ชิดกับไต้หวันมากกว่าจีน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มประเทศโอเชียเนีย
อย่างไรก็ตาม หลัง มานาสเซห์ โซกาแวร์ เข้าทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2019 เป็นต้นมา โซโลมอนเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศครั้งใหญ่ หันไปเข้าหาจีนมากขึ้น รวมถึงยังยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันที่ดำเนินมานาน 36 ปี
ในตอนนั้นสำนักข่าวเอบีซีนิวส์รายงานว่า ความสัมพันธ์และการสนับสนุนจีน โซโลมอนได้รับเงินมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นการแลกเปลี่ยน เพื่อช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ให้แก่โซโลมอน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดของโอเชียเนีย
นี่อาจเป็นกลยุทธ์ใหม่ของจีนที่มุ่งเข้าหากลุ่มประเทศโอเชียเนียมากขึ้น เพราะข้อมูลจาก สถาบัน Lowy Institute ในนครซิดนีย์ระบุว่า ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนเข้ามาลงทุนและให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กลุ่มประเทศในโอเชียเนียมากกว่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 60,000 ล้านบาทแล้ว
รวมถึงยังมีความพยายามล็อบบีกลุ่มประเทศเหล่านี้เพื่อผลทางการเมือง เช่น ในเดือนกันยายน ปี 2019 ไม่ใช่แค่โซโลมอน แต่ยังมีคิริบาสด้วย ที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนข้างทางการทูต จากเดิมที่เคยให้การรับรองอธิปไตยของไต้หวัน แต่กลับประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือแล้วเหตุใดการหันเข้าหาจีน จึงสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนจำนวนหนึ่ง
คาดกันว่า การเปลี่ยนแนวทางการต่างประเทศนี้กำลังสร้างความกังวลว่า ในอนาคตโซโลมอนอาจติดกับดักหนี้สินจีนแบบที่หลายชาติเผชิญ ในขณะที่บรรดาธุรกิจในโซโลมอนเองก็หวั่นเกรงว่าจะถูกอิทธิพลจีนกลืน จึงนำมาสู่ความไม่พอใจ
อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลยังระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโซโลมอนกับไต้หวันยังคงอยู่ในบางรูปแบบ
ล่าสุด ไต้หวันยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อการก่อจลาจลในโซโลมอน มีเพียงจีนที่ออกมาแสดงความกังวล จ้าว หลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีนกังวลต่อการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้ รวมถึงกังวลที่ผู้ประท้วงมุ่งเป้าไปที่ธุรกิจของจีนในหมู่เกาะโซโลมอน
อีกประเทศหนึ่งที่มีบทบาทคือ ออสเตรเลีย เพราะล่าสุดประกาศว่า สกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ออสเตรเลียเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงไปยังหมู่เกาะโซโลมอน เพื่อช่วยควบคุมสถานการณ์พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่การแทรกแซงแต่อย่างใด
ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะที่ผ่านมาเมื่อโซโลมอนวุ่นวาย ออสเตรเลียก็เคยส่งทหารไปช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยมาแล้ว เช่น ในปี 2003 ที่เกิดความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ขึ้น
ส่วนการมุ่งเป้าก่อจลาจลไปที่กลุ่มชาวจีนก็เคยเกิดขึ้นเช่นกัน ย้อนไปในปี 2006 ตอนนั้นอดีตนายกรัฐมนตรีสไนเดอร์ รินี ชนะการเลือกตั้ง แต่คนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจเพราะเชื่อว่า มีนายทุนจีนหนุนอยู่เบื้องหลัง จึงออกมาเผาร้านค้าของคนจีน แบบที่เกิดในวันนี้