วันนี้ 1 ต.ค. พิธีวันครบรอบชาติจีน 71 ปี ได้จัดขึ้นที่จตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง ทหารจำนวนมากออกมาเดินขบวนกันอย่างพร้อมเพียง โดยมีรูปของเหมา เจ๋อตุง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนเด่นตระหง่านอยู่ตรงกลางจตุรัส
ตลอด 71 ปีที่ผ่านมา จีนเป็นประเทศที่เปลี่ยนตัวเองจากคนป่วยแห่งเอเชีย บอบช้ำจากการถูกโจมตีจากอังกฤษและญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 20 ผงาดขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจ และมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
จีนถูกปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์เพียงพรรคเดียวมาโดยตลอดมีเหมา เจ๋อ ตุง เป็นบิดาก่อตั้งประเทศ พาจีนเข้าสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ลบล้างทุนนิยม ปฏิวัติวัฒนธรรม หวังทำให้ประเทศเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ผลที่เกิดขึ้นความเสียหาย นโยบายนี้นำไปสู่ปัญหามากมายรวมถึงการขาดแคลนผลผลิตทางการเกษตรจนนำไปสู่การอดอยากและเสียชีวิตหลายล้านคน หลังประธานเหมาถึงแก่อสัญกรรม ปี 1978
เติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมาเป็นผู้นำ มีการทบทวนบทเรียนแลัปรับแนวคิดสังคมนิยมให้เข้ากับบริบทของโลกบอกขึ้น เติ้ง เสี่ยว ผิง นำระบบเศรษฐกิจตลาดมาผสมผสานกับระบบสังคมนิยม เริ่มเปิดรับการลงทุนของต่างชาติ จนจีนก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก
สู่ปีที่ 100 พรรคคอมมิวนิสต์จีน สานฝันสังคมนิยมสมัยใหม่
ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของจีนดำเนินเรื่อยมาจนถึงยุคสมัยของสี จิ้นผิง ที่ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปี 2013 ในยุคของประธานาธิบดีสี มีการเน้นรวบอำนาจ มีนโยบายเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยาน ประกาศพาชาวจีนทุกคนเข้าสู่ความมั่งคั่งระดับปานกลางภายในสิ้นปีนี้ ส่วนนโยบายต่างประเทศก็เป็นเชิงรุก ประกาศขยายอิทธิพลของจีนไปทั่วโลก การบังคับใช้กฎหมายควบคุมเสรีภาพ โดยเฉพาะในฮ่องกง และกับชาวมุสลิมอุยกูร์ในเขตซินเจียง ในศตวรรษนี้ต้องถือว่า จีนประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีสะดุดบ้างจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และสงครามการค้ากับสหรัฐฯ
จนกระทั่งมาเจอความท้าทายใหญ่คือ วิกฤตระบาดของโควิด-19 ที่พบไวรัสในเมืองอู่ฮั่นเป็นที่แรก ก่อนจะลุกลามไปทั่วโลก จีนควบคุมการระบาดได้เร็ว ภายในไม่กี่เดือนจีนสามารถให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้น จีนประกาศความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีน และได้อนุมัติให้คนกลุ่มเสี่ยงใช้แล้ว
เมื่อเดือนที่ผ่าน สี จิ้นผิงประกาศชัยชนะเหนือโควิด-19 อีกทั้งบอกว่า เศรษฐกิจของจีนยังเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจของทั่วโลก
อย่างไรก็ตามสื่อต่างชาติโต้แย้งว่า แท้จริงแล้วเศรษฐกิจจีนเองก็ถดถอยเช่นเดียวกัน โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวจากโควิด-19
แม้ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของจีนในวิกฤตโควิดจะถูกตั้งคำถามบ้าง แต่การอนุญาตให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านได้ในวันชาติจีน สะท้อนว่า จีนมั่นใจว่าตัวเองคุมไวรัสอยู่ ชาวจีนกว่าร้อยล้านคนต่างเดินทางกลับจังหวัดบ้านเกิดในวันชาติจีน สนามบิน สถานีรถไฟ ต่างอัดแน่นไปด้วยผู้คน เนื่องจากวันชาติจีนนับเป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนจะได้หยุดยาวถึง 8 วัน การเดินทางของชาวจีนได้อย่างปกติ สะท้อนความสำเร็จในการรับมือกับไวรัสโควิด-19 และถูกคาดการณ์ว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักได้
จากจำนวนประชากรทั้งหมดกว่า 1,300 ล้านคน ตอนนี้จีนมียอดผู้ติดเชื้อสะสมราว 85,000 คน เสียชีวิตมากกว่า 4,600 คน และตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนแทบไม่พบการแพร่ระบาดภายในประเทศเลย อย่างไรก็ตามการเปิดให้ประชาชนจำนวนมากเดินทางได้อย่างเสรีครั้งนี้ จะทดสอบความสามารถของจีนในการควบคุมการระบาดอีกครั้ง
แต่ท่ามกลางการประกาศความสำเร็จ และความภูมิใจในวันชาติจีน คนจำนวนหนึ่งบนเกาะฮ่องกงไม่รู้สึกยินดีด้วย และเดินหน้าประท้วงแม้เสี่ยงถูกจับมากกว่าเดิม กลุ่มผู้ประท้วงต่างใส่เสื้อดำ และออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้จีนปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง และยืนยันเสนอข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ ซึ่งคือการถอนกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน การสืบสวนการใช้ความรุนแรงของตำรวจ การเลิกเรียกกลุ่มผู้ประท้วงว่าผู้ก่อจลาจล การนิรโทษกรรมผู้ประท้วงที่ถูกจับกุม และการเลือกตั้งผู้ว่าการสูงสุดของฮ่องกงโดยตรง
ถึงแม้รัฐบาลฮ่องกงได้ออกมาย้ำว่า การชุมนุมผิดกฎหมายการคุมโรคระบาด และพร้อมใช้กฎหมายความมั่นคงจับกุมผู้ประท้วงที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
ตำรวจหลายพันนายออกมาตรึงกำลังทั่วเกาะฮ่องกงตั้งแต่เมื่อวานนี้โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้ออกมารณรงค์ให้ใส่เสื้อดำเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านรัฐบาลปักกิ่งในวันชาติจีนแทน เพื่อเลี่ยงการถูกจับกุม
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสำเร็จของจีนในศตวรรษที่ 21 จีนเผชิญความท้าทายหลายอย่างเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบนี้ให้ได้อย่างยั่งยืน ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ตามมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ไปจนถึงสงครามกับสหรัฐฯ ในหลายด้าน ตราบใดที่จีนยังคงดำเนินการปรามปรามคนเห็นต่างอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสงครามทางการค้า สงครามไซเบอร์ จนถึงเทคโนโลยีทางทหาร