ผู้นำสหรัฐฯ อนุมัติการประกาศภาวะฉุกเฉินในรัฐเคนทักกี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด พร้อมมอบหมายให้สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือ ฟีมา (FEMA) เร่งส่งมอบความช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยใน 6 รัฐทางตอนกลางและตอนใต้ของประเทศ
ไบเดนให้คำมั่นจะดำเนินการทุกวิถีทางที่ทำได้ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบจากพายุทอร์นาโดครั้งนี้ ซึ่งถือได้ว่า รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ
โดยเขาเองมีแผนจะเดินทางลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและให้กำลังประชาชนด้วย แต่จะไปในช่วงเวลาที่จะไม่ไปสร้างภาระเพิ่มเติมให้กับผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม
นอกจากนี้ ไบเดน ยังระบุด้วยว่า การเกิดทอร์นาโดในช่วงฤดูหนาว จากที่ปกติมักเกิดในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ยิ่งตอกย้ำถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง
อิทธิพลของพายุทอร์นาโดกว่า 30 ลูก ที่พัดถล่มในช่วงกลางดึกวันศุกร์ ต่อเนื่องถึงช่วงเช้าวันเสาร์ ครอบคลุมพื้นที่อย่างน้อย 6 รัฐ ได้แก่ รัฐอาร์คันซอ อิลลินอยส์ เคนทักกี มิสซูรี มิสซิสซิปปี และ เทนเนสซี
เฉพาะที่รัฐเคนทักกี มีผู้เสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 70 คน อาคารสิ่งปลูกสร้างเกือบทุกแห่งในเส้นทางพายุ พังราบเป็นหน้ากลอง ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตเทียนในเมืองเมย์ฟิลด์ ที่มีคนงานอยู่ด้านในนับร้อยคนในช่วงที่พายุพัดถล่ม เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ช่วยคนงานออกมาได้แล้ว 40 คน แต่เชื่อว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก
นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตในรัฐอาร์คันซอและมิสซูรีอีกรัฐละ 2 คน รัฐเทนเนสซี 4 คน และรัฐอิลลินอยส์อีก 6 คน ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทแอมะซอนที่เสียชีวิต เนื่องจากหลังคาโกดังสินค้าพังถล่ม
และมีรายงานว่าประชาชนหลายหมื่นครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้
ขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุด เผยให้เห็นสภาพก่อนและหลังพายุทอร์นาโดพัดถล่ม โดยจะพบว่าอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่เสียหายหนัก หลังคาถูกลมพัดปลิวหาย กำแพงพังถล่ม
ภาพ AFP