อนามัยโลก ชี้ “โอมิครอน” ระบาดเร็วในแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน พบแพร่แล้ว 7 ประเทศ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่า โควิดสายพันธุ์โอมิครอน มีความสามารถในการแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่าโควิดเดลตา  ล่าสุดองค์การอนามัยโลก ชี้จะยุติการระบาดได้ต้องแก้ที่ปัญหาการเข้าถึงวัคซีนที่ไม่เท่าเทียมก่อน

ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งโต๊ะแถลงจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ขณะนี้โควิดสายพันธุ์โอมิครอนได้แพร่ ทั่วโลกแล้ว และเป็นการแพร่ระบาดที่รวดเร็วอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยพบมาก่อน ๆ กับโควิดสายพันธุ์อื่น

อีกประเด็นที่อนามัยโลกกล่าวถึงคือ อาการป่วยที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อโควิดโอมิครอน โดยย้ำว่า แม้เชื้อโอมิครอนจะทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยไม่รุนแรง

แต่หากการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในวงกว้าง และทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ระบบสาธารณสุขก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน

ท่ามกลางสถานการณ์การระบาด สิ่งที่หลายประเทศทำในขณะนี้คือ เร่งฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดสให้กับประชาชน  ซึ่งทางอนามัยโลก ระบุว่า พวกเขาไม่ได้ต่อต้านแนวคิดการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่มองว่าสิ่งสำคัญกว่า คือการกระจายวัคซีนอย่างเท่าเทียมก่อน

โดย บนทวิตเตอร์ขององค์การอนามัยโลกได้นำคำกล่าวของ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส มาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ มีเนื้อหาว่า “ถ้าโลกยุติความไม่เท่าเทียมทางวัคซีนได้ ก็ยุติการระบาดได้ แต่ถ้าโลกปล่อยให้ความไม่เท่าเทียมยังคงอยู่ การระบาดของโควิด-19 ก็ไม่มีวันที่จะสิ้นสุด”

 

ช่องว่างของการเข้าถึงวัคซีนระหว่างประเทศนี้กว้างแค่ไหน ทางอนามัยโลก ระบุว่า ปัจจุบันมีราว 98 ประเทศทั่วโลกที่ยังฉีดวัคซีนไม่ถึงร้อยละ 40 ของประชากร โดยส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา ในขณะที่จำนวนนี้มีมากถึง 41 ประเทศที่ฉีดวัคซีนไปไม่ถึงร้อยละ 10 ของประชากร ซึ่งประเทศเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งรังโรคในอนาคต เพราะมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้มีผู้ป่วยมากขึ้น เมื่อมีผู้ป่วยมากขึ้นก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ไวรัสจะกลายพันธุ์เกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ

อีกประเด็นที่ทางอนามัยโลกกล่าวถึงเมื่อวานนี้คือประเด็นวัคซีน โดยระบุว่า วัคซีนที่ใช้กันอยู่นี้มีประสิทธิภาพลดลงจริง เมื่อเจอกับเชื้อโอมิครอน แต่ในภาพรวมวัคซีนยังคงป้องกันได้ดี

 

ผลวิจัยแอฟริกาใต้ ไฟเซอร์ประสิทธิภาพลดเมื่อเจอโอมิครอน

งานวิจัยจากสภาวิจัยการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้ หรือ SAMRC ชี้ว่า วัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็มมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเพียงร้อยละ 35 เท่านั้น หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่ง และลดลงไปมาก เพราะงานวิจยก่อนๆ หน้าชี้ว่า ไฟเซอร์ป้องกันการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 80 ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยหนักอยู่ที่ร้อยละ 70 ซึ่งลดลงมาจากเดิมเมื่อเทียบกับโควิดตัวก่อนๆ จะอยู่ที่ร้อยละ 93

ผลการวิจัยศึกษาจากบุคคลที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ครบ 2 เข็มแล้ว ในช่วงวันที่ 15 พฤศจิกายน จนถึงวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงระลอก 4 ของการระบาดในแอฟริกาใต้ ตัวเลขนี้นับเป็นตัวเลขล่าสุดของประสิทธิภาพวัคซีนไฟเซอร์ที่มีต่อโอมิครอน เนื่องจากก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ประสิทธิภาพจะลดลง แต่ไม่มีตัวเลขชัดเจน รวมถึงคาดกันว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น โมเดอร์นา หรือแอสตร้าเซนเนก้าก็น่าจะลดลงมากไม่ต่างกัน นั่นหมายความว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว รวมไปถึงอดีตผู้ติดเชื้อมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อโอมิครอน

ข้อมูลล่าสุดของวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา แอฟริกาใต้พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 23,857 ราย โดยสูงอยู่ในเกณฑ์ 15,000 - 20,000 รายแบบนี้มานานเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว ด้านความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนยังไม่มากนัก ปัจจุบันฉีดไปแล้วหนึ่งโดสร้อยละ 31 ของประชากร ส่วนอัตราการฉีดครบโดสอยู่ที่ร้อยละ 26 เท่านั้น ยังไม่ชัดเจนว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอนในประเทศแอฟริกาใต้มีเท่าไหร่ เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยืนยันได้มีเพียง 550 รายเท่านั้น

 

ผู้ติดเชื้อโอมิครอนในจีน กักตัวนาน 2 สัปดาห์ก่อนพบ

บรรยากาศของการตรวจหาเชื้อในเมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง เมื่อวานนี้ ประชาชนจำนวนมากเข้ารับการตรวจหาเชื้อ ส่วนเจ้าหน้าที่ก็คุมเข้มเฝ้าระวังเต็มที่ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่สองที่พบผู้ติดเชื้อโอมิครอน ผู้ติดเชื้อเป็นชาวจีนอายุ 67 ปี ที่เดินทางมากจากต่างประเทศ และเข้ามาในนครเซียงไฮ้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน จากนั้นก็เข้ารับการกักตัวเป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลากักตัวจึงได้เดินทางจากเซียงไฮ้ไปยังกว่างโจว และเข้ารับการกักตัวในบ้านพักของตน รวมระยะเวลาที่ชายคนนี้กักตัวในจีนนาน 15 วัน และผลตรวจโอมิครอนมาจากการตรวจเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงท้ายของการกักตัว

ส่วนผู้ป่วยคนแรกนั้นอยู่ในเมืองเทียนจิน เป็นผู้ป่วยมีอาการ และขณะนี้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และทางการจีนระบุว่า ได้ตรวจหาเชื้อคนที่มีประวัติสัมผัสกับชายคนนี้แล้ว 10,544 ราย และทั้งหมดมีผลเป็นลบ

จิน ตงหยาน นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ติดเชื้อคนที่สองนั้นติดเชื้อโอมิครอนมาจากในประเทศจีน  นั่นหมายความว่า ไวรัสอาจแพร่ระบาดในโรงแรมที่ใช้กักตัว อย่างไรก็ตามระยะเวลาที่นานถึง 14 วันกว่าจะตรวจพบก็บ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ชุดตรวจอาจตรวจไม่พบไวรัสตั้งแต่แรก ไม่ได้หมายความว่าชายคนนี้เพิ่งมาติดเชื้อในช่วงหลัง

ข่าวการพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนรายแรกของจีนเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จีนกำลังพยายามกดตัวเลขผู้ติดเชื้อเต็มที่ เพื่อจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022

อย่างไรก็ตามนอกจากโอมิครอนแล้ว ปัจจุบันจีนยังเผชิญกับคลัสเตอร์เกิดขึ้นที่มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของประเทศ โดยในช่วงวันที่ 6-12 ธันวาคมที่ผ่านมา จีนพบผู้ติดเชื้อใหม่จากมณฑลนี้แล้ว 173 รายใน 3 เมืองของมณฑลได้แก่ เมืองหนิงโป, เส้าซิง และหางโจว

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ