เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์พบว่า มัมมี่ร่างหนึ่งที่มหาวิทยาลัยวอร์ซอได้มาเมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 19 และเชื่อว่าเป็นของนักบวชชาย แท้จริงแล้วเป็นมัมมี่ของผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์
ผลการเอกซ์เรย์และวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ทำให้ทราบว่า หญิงคนนี้มีอายุครรภ์ 7 เดือน ณ เวลาที่เสียชีวิต ถือเป็นมัมมี่หญิงตั้งครรภ์สภาพสมบูรณ์ร่างแรกที่เคยมีการค้นพบ
ล่าสุด โครงการวิจัยมัมมี่วอร์ซอได้ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร Journal of Archaeological Science ซึ่งอธิบายถึงการค้นพบล่าสุดที่ไขปริศนาว่าเพราะเหตุใด ทารกในครรภ์ถึงยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เช่นนี้
ทีมนักวิจัยอธิบายว่า ทารกเริ่มถูก “ดอง” หลังจากค่า pH ศพและมดลูกมีความเป็นกรดมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านมา ปริมาณแอมโมเนียและกรดฟอร์มิกได้เพิ่มขึ้นและแทนที่ออกซิเจนที่ภายในศพ
กระดูกของหญิงผู้เป็นแม่ถูกรักษาไว้ ขณะที่มดลูกถูกปิดผนึกจนอากาศเข้าออกไม่ได้และไม่สัมผัสกับเกลือที่ใช้ระหว่างกระบวนการทำมัมมี่ ทั้งนี้ แม้ว่ากระบวนการนี้ช่วยรักษาเนื้อเยื่อแข็งของทารกในมดลูก แต่กรดที่อยู่ในนั้นก็ทำให้กระดูกของทารกสลายตัวไปหมด
นักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบกระบวนการนี้กับซากศพที่เคยพบในพรุแถบตอนเหนือของยุโรป โดยศพที่อยู่ในพรุจะย่อยสลายช้ามาก เนื่องจากสภาพความเป็นกรดสูงและระดับออกซิเจนที่ต่ำ แล้วก็ไม่มีกระดูกเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ยังไม่ทรายแน่ชัดว่าเพราะเหตุใดทารกถึงไม่ถูกนำออกจากร่างของมารดา ในเมื่ออวัยวะภายในอื่นๆ ก็ถูกเอาออกหมด ซึ่งเป็นวิธีการปกติของการทำมัมมี่
สำหรับมัมมี่ผู้หญิงตั้งครรภ์ร่างนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อว่า “สตรีปริศนา” พร้อมกับบอกว่า เธออาจเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการศึกษาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ รวมถึงแง่มุมของการตั้งครรภ์ในศาสนายุคอียิปต์โบราณที่ยังไม่เคยมีการศึกษามาก่อน
ภาพ Warsaw mummy project // AFP