ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกีของยูเครน เปิดเผยในที่ประชุมด้านความมั่นคงประจำปี ซึ่งจัดขึ้นในเมืองมิวนิกของเยอรมนี ระบุว่า ยูเครน จะไม่ตอบสนองต่อพฤติการณ์ยั่วยุใด ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งครอบครองโดยกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย แต่ยูเครนจะมุ่งมั่นสร้างสันติภาพด้วยวิถีทางทางการทูต ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองกำลังยูเครนและกองกำลังฝ่ายกบฏที่ทวีความรุนแรงขึ้น
หลังจากทั้งสองฝ่ายเปิดฉากยิงปะทะกันอย่างดุเดือด นับตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จนเป็นเหตุทำให้ทหารยูเครนเสียชีวิต 2 นายและบาดเจ็บ 4 นาย
ประธานาธิบดีเซเลนสกี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลเคียฟต้องการให้สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ รวมถึง รัสเซีย เยอรมนีและตุรกี เข้าหารือกัน เพื่อให้การรับประกันด้านความมั่นคงชุดใหม่แก่ยูเครน เนื่องจากระเบียบโลกชุดปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ผู้นำยูเครนยังใช้เวทีดังกล่าวในการประณามบรรดาชาติตะวันตกที่ดำเนินนโยบาย “จำยอมสละ” (appeasement) เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้มหามิตร บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยระบุว่า ยูเครนเป็นโล่กำบังยุโรปไม่ให้ต้องเผชิญภัยคุกคามจากกองทัพรัสเซีย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันเซเลนสกียังเรียกร้องให้มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนและเป็นไปได้สำหรับยูเครนในการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) แต่ก็ยังระบุด้วยว่ายินดีที่จะเข้าพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อหารือถึงข้อกังวลของผู้นำรัสเซีย
ขณะที่ นางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่า สหรัฐฯ และชาติพันธมิตร จะบังคับใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ ที่รวดเร็วและรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากรัสเซียเปิดฉากบุกยูเครน โดยจะพุ่งเป้าไปที่สถาบันการเงินและอุตสาหกรรมหลักของรัสเซีย ตลอดจนบุคคลที่ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนการรุกรานยูเครน
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ จะไม่หยุดอยู่แค่การตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ แต่จะเสริมสรรพกำลังให้กับชาติพันธมิตรนาโต ในปีกตะวันออกของยุโรปเพื่อรับมือภัยคุกคามจากรัสเซีย
ด้านนายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต แถลงว่า รัสเซียผสานการใช้กองทัพขนาดใหญ่และถ้อยคำข่มขู่คุกคาม เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องที่ทางการมอสโกเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า ชาติพันธมิตรตะวันตกไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการนั้น ๆ ได้
เลขาธิการนาโตมองว่า การกระทำลักษณะนี้กลายเป็น "นิว นอร์มอล" ของรัสเซีย ซึ่งขัดกับค่านิยมหลักด้านความมั่นคงของยุโรป และแสดงถึงเจตจำนงของรัสเซียที่มุ่งใช้กำลังหรือข่มขู่คุกคามว่าจะใช้กำลัง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการด้วย
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของรัสเซีย กล่าวในหารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ว่าการที่ชาติตะวันตกเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของมอสโกนั้น ส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในยุโรป และประเทศอื่น ๆ พร้อมกล่าวด้วยว่า ทุกประเทศควรปฏิบัติตามคำมั่นที่ได้ให้ไว้ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าทุกฝ่ายจะมีหลักประกันด้านความมั่นคงที่เท่าเทียมกันและไม่อาจแบ่งแยกได้
ด้านนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน เล็งเห็นว่า “ข้อตกลงกรุงมินสก์” เป็นทางออกเพียงทางเดียวสำหรับการแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน และยูเครนไม่ควรเป็นถูกใช้แนวหน้าของเกมการแข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจ
นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้การเจรจาและหารือในเชิงลึก ตลอดจนคิดหาแผนงานและกำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งมีเป้าหมายยุติการสู้รบในยูเครน พร้อมเสริมว่า อธิปไตย เอกราช และบูรณภาพแห่งดินแดนของแต่ละประเทศ ควรได้รับการเคารพและปกป้อง
ในขณะที่หลายประเทศหารือในมิวนิก รัสเซียใช้จังหวะนี้เปิดฉากการซ้อมรบทางทหารของหน่วยยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ เมื่อวานนี้ โดยมีประธานาธิบดีปูติน สังเกตุการณ์จากศูนย์ติดตามสถานการณ์ในกรุงมอสโก ร่วมกับประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโกแห่งเบลารุส
ทำเนียบเครมลินประกาศว่า หน่วยยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ยิงทดสอบขีปนาวุธอาร์เอส-24 ยาร์ส (RS-24 Yars) ขีปนาวุธข้ามทวีป ซึ่งมีขีดความสามารถในการบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ รวมถึงประสบความสำเร็จในการยิงทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงและขีปนาวุธร่อน ไปยังเป้าที่ติดตั้งไว้บนบกและในทะเล
ทั้งนี้ การซ้อมรบดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่นานหลังกองทัพรัสเซียปฏิบัติการฝึกซ้อมทางทหารครั้งใหญ่ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ ประเมินว่านับจนถึงตอนนี้รัสเซียมีทหารและกองกำลังแบ่งแยกดินแดน จำนวน 169,000 – 190,000 นาย ประจำการชายแดนยูเครน ท่ามกลางความเป็นกังวลว่า รัสเซียอาจเปิดฉากบุกประเทศเพื่อนบ้านในเร็ววัน แต่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหา