ภาพของ “โอลกา” หญิงชาวยูเครนวัย 27 ปี ที่มีผ้าพันศีรษะ และร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ขณะที่อุ้ม “วิกตอเรีย” ลูกสาวตัวน้อยวัยเพียง 6 สัปดาห์ ที่โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งในกรุงเคียฟ ถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวางบนสังคมออนไลน์ ภาพเหล่านี้บอกเล่าได้อย่างชัดเจนถึงความสูญเสียที่พลเรือนต้องประสบจากการรุกรานของรัสเซีย
โอลกา ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังใช้ตัวเองเป็นโล่กำบังลูกน้อยจากเศษกระจกที่แตกเพราะแรงกระแทกจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียในกรุงเคียฟเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 มี.ค.)
โอลกา เล่าว่า เธอตื่นขึ้นมาป้อนนมลูกและห่มผ้าให้ แล้วก็เกิดเหตุโจมตี ตอนแรกเธอตกใจมาก เพราะเข้าใจว่าเลือดที่เลอะอยู่บนตัวเธอเป็นของลูก และส่งเสียงกรีดร้องด้วยความปวดร้าว ก่อนที่ “ดมิโทร” สามีของเธอ จะรับตัวลูกสาวจากเธอไป และยืนยันว่า เลือดที่เห็นเป็นของเธอเอง
แพทย์ที่ให้การดูแลบอกว่า บาดแผลของโอลกาแสดงให้เห็นว่า เธอใช้ร่างกายตัวเองปกป้องลูกน้อย โดยขณะที่โอลกาต้องรับการรักษาบาดแผลที่ศีรษะและร่างกายหลายแห่ง แต่ลูกของเธอไม่ได้รับอันตรายใดๆ นอกจากรอยขีดข่วนและรอยช้ำนิดหน่อย โอลกาบอกว่า ผ้าห่มช่วยปกป้องลูกเธอจากเศษกระจกด้วย
ทางการยูเครนระบุว่า มีพลเรือนในกรุงเคียฟเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 60 คน นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากปฏิบัติการพิเศษทางทหารเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และมีการยิงขีปนาวุธใส่อาคารที่พักอาศัยหลายครั้ง
โดยล่าสุด เมื่อคืนที่ผ่านมา (20 มี.ค.) มีการยิงถล่มใส่ย่านโปดิล (Podil) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเคียฟ ส่งผลให้ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งพังถล่ม และบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายหลายหลัง ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ยื่นข้อเสนอว่าจะยอมเปิดเส้นทางอพยพในเมืองมารีอูปอล หากกองทัพยูเครนที่อยู่ในพื้นที่ยอมจำนนและวางอาวุธ ภายในเวลา 05.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงมอสโก หรือ 09.00 น. ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีของยูเครน ออกมาประกาศข้อเสนอดังกล่าวในเวลาต่อมา โดยบอกว่าได้แจ้งให้รัสเซียทราบแล้ว
ทั้งนี้ เมืองมารีอูปอล ถูกรัสเซียโจมตีอย่างหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และการสู้รบที่ลุกลามเข้าไปถึงพื้นที่ใจกลางเมือง ยังเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตตามใต้ซากปรักหักพัง โดยมีการประเมินว่า อาคารในเมืองมารีอูปอลได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประชาชนราว 3 แสนคน ยังติดอยู่ในเมือง ไม่มีทั้งน้ำและไฟฟ้าใช้ และมีอาหารเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย
ส่วนความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเจรจา ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวผ่านวิดีโอกับชาวยูเครนว่า อิสราเอลกำลังพยายามทำหลายๆ อย่าง เพื่อจัดให้มีการเจรจาสันติภาพระดับสูงระหว่างยูเครนและรัสเซีย โดยเซเลนสกีระบุด้วยว่า การเจรจาหารือเหล่านั้นอาจเกิดขึ้นในนครเยรูซาเลม
สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีนาฟตาลี เบนเนตต์ ของอิสราเอลได้พูดคุยหลายครั้งกับนายเซเลนสกี และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย รวมถึงบินไปมอสโกนอกกำหนดการ เพื่อพบกับปูตินด้วย
ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ ( 20 มี.ค.) นายเซเลนสกีได้ต่อสายตรงวิดีโอคอลไปยังที่ประชุมรัฐสภาของอิสราเอล เพื่อแถลงถึงสถานการณ์สู้รบในยูเครน และขอความช่วยเหลือจากอิสราเอลโดยผู้นำยูเครนเปรียบเทียบการรุกรานของรัสเซียเหมือนเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพนาซีเยอรมัน โดยเรียกร้องอิสราเอลดำเนินการกับรัสเซีย และขอให้จัดส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธมาช่วยเหลือยูเครน
นอกจากนี้ เซเลนสกียังให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เน้นย้ำจุดยืนพร้อมเปิดการเจรจาโดยตรงกับ ปูติน เพราะเชื่อว่าเป็นหนทางเดียวที่จะยุติการสู้รบได้
ผู้นำยูเครน ระบุว่า เราต้องใช้ทุกรูปแบบ และทุกโอกาส เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะมีการเจรจาเกิดขึ้น เพราะหากการเจรจายุติการรุกรานยูเครนล้มเหลว นั่นอาจหมายถึง โลกต้องเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่ 3
อย่างไรก็ตาม เซเลนสกียืนยันจุดยืนที่จะไม่ยอมรับสถานะ "รัฐอิสระ" ของ 2 พื้นที่กบฏ ในภูมิภาคดอนบาส ซึ่งเท่ากับเป็นการสูญเสียดินแดนของประเทศ
ฝั่งสหรัฐฯ ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียม ในวันพุธนี้ เพื่อพบหารือกับผู้นำชาตินาโต (NATO) และคณะมนตรียุโรป รวมถึงผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในยูเครน โดยหลังเสร็จสิ้นภารกิจดังกล่าว ไบเดนยังมีแผนจะเดินทางเยือนกรุงวอร์ซอ ของโปแลนด์ ซึ่งมีพรมแดนติดกับภาคตะวันตกของยูเครน เพื่อหารือกับประธานาธิบดี อันด์เช ดูดา (Andrzej Duda) เรื่องวิกฤตด้านมนุษยธรรมจากสงคราม
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยืนยันว่า ไบเดนจะไม่เยือนยูเครน ระหว่างภารกิจเยือนยุโรปในสัปดาห์นี้