รัสเซีย ถอนทัพทหารออกจากสนามบินสำคัญใกล้กรุงเคียฟ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สหรัฐ เผย กองทัพรัสเซีย ได้ถอนทหารออกจากสนามบินสำคัญใกล้กรุงเคียฟแล้ว ซึ่งรัสเซียยึดครองเอาไว้ตั้งแต่วันแรกของการบุก เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา

สหรัฐฯ เผยว่า กองทัพรัสเซียได้ถอนทหารออกจากสนามบินสำคัญใกล้กรุงเคียฟ ซึ่งรัสเซียยึดครองเอาไว้ได้ตั้งแต่วันแรกของการรุกรานยูเครน เมื่อวันวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เชื่อว่ากองทัพรัสเซียได้ถอนทหารออกจากสนามบินแอนโทนอฟ ในเมืองฮอสโทเมล ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 28 กิโลเมตร

ยูเนสโกรายงาน มรดกทางวัฒนธรรมในยูเครน 53 แห่งถูกทำลาย

สอดคล้องกับภาพถ่ายดาวเทียมของบริษัท แม็กซาร์ เทคโนโลยี ที่นำมาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหลือเพียงคันดินที่ขุดขึ้นมาโดยทหารรัสเซีย ส่วนรถของกองทัพรัสเซีย และจุดติดตั้งปืนใหญ่ไม่มีให้เห็นอีกต่อไปแล้ว

เช่นเดียวกับผู้ว่าการภูมิภาคเคียฟที่ระบุว่า กองทัพรัสเซียได้ถอนทหารบางส่วนออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหน้าไปยังประเทศเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย และมีพรมแดนติดดับยูเครน 

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่สามรรถยืนยันได้ว่า กองทัพรัสเซียโยกย้ายปืนใหญ่และรถทหารไปยังพื้นที่ใด ซึ่งยุทธโปกรณ์ที่ประจำการทางภาคตะวันตกของกรุงเคียฟทั้งหมดมาจากเบลารุส

สำหรับสนามบินแอนโทนอฟ ถือเป็นจุดแรกที่กองทัพรัสเซียบุกเข้ายึดได้สำเร็จนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการส่งทหารเข้าสู่ยูเครนตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้น กองทัพรัสเซียไม่สามารถรุกคืบเข้าสู่พื้นที่ทางตัวตกของกรุงเคียฟได้อีกเลย ซึ่งกองทัพยูเครนสามารถต้านทานการโจมตีของรัสเซียเอาไว้ได้ และมีรายงานว่าฝ่ายยูเครนเริ่มยึดคืนพื้นที่จากกองทัพรัสเซียในหลายพื้นที่

ขณะที่สำนักข่าว "ทาซ" (TASS) ของรัสเซีย รายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียได้เรีนกประชุมสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับการใช้มาตราการเพิ่มเติมเพื่อป้องปรามภัยคุกคามในประเทศ ในระหว่างที่รัฐบาลรัสเซียกำลังมีปฏบัติการทางทหารในยูเครน โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว ปูติน ได้เตือนชาวรัสเซียอย่าทำตัวเป็นคนทรยศต่อแผ่นดิน เพราะชาติตะวันตกต้องการใช้คนเหล่านี้ทำลายรัสเซีย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนในขณะนี้ ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน กำลังถูกที่ปรึกษา "หลอกให้หลงเข้าใจผิด" ว่าปฏิบัติการในยูเครนกำลังเป็นไปด้วยดี ทั้งที่ในความเป็นจริงกำลังย่ำแย่

โดย เคต เบดดิงฟิลด์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว กล่าวว่า มีข้อมูลที่ชี้ว่า ปูติน กำลังถูกคนของตัวเองหลอกให้เข้าใจผิด ซึ่งส่งผลให้เกิดความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องระหว่างปูตินและผู้นำทางทหารของเขา

เบดดิงฟิลด์ ยังเสริมว่า ปูติน กำลังได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากทีมที่ปรึกษาของเขาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกองทัพรัสเซีย และผลกระทบทางเศรษฐกิจของรัสเซียจากการถูกคว่ำบาตร เนื่องจากที่ปรึกษาของเขาไม่กล้าบอกความจริงกับเขาว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เบดดิงฟลิด์ยังบอกอีกว่า สงครามของปูตินเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่จะทำให้รัสเซียอ่อนแอลงในระยะยาว และถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นในเวทีโลก

ขณะที่ เมื่อวานนี้ เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมจะส่งสิ่งของและอุปกรณ์ต่างเพิ่มเติมให้แก่ยูเครน หากรัสเซียใช้อาวุธเคมีในการสู้รบ โดย ซากี ระบุว่า ทั้งสหรัฐ และประเทศอื่นกำลังดำเนินการส่งความช่วยเหลือในส่วนนี้ให้แก่ยูเครน เนื่องจากได้รับการแจ้งเตือนว่า รัสเซียพยายามสร้างข้อมูลเท็จเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธเคมีโจมตียูเครน

สหรัฐฯ และประชาคมโลก ได้ย้ำเตือนมาตลอดถึงความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะใช้อาวุธเคมี หรืออาวุธชีวภาพในยูเครน แล รัฐบาลรัสเซียอาจวางแผนจะสร้างข้อมูลเท็จในเรื่องนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือยูเครน ซึ่งเป็นพันธมิตรของเรา รัฐบาลสหรัฐฯจะมอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต และสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้งานในกรณีที่รัสเซียใช้อาวุธเคมีและชีวภาพในยูเครน การมอบความช่วยเหลือให้แก่ยูเครนครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อความพร้อมของสหรัฐฯ ในด้านนี้ ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด ๆ ก็ตาม นี่คือสิ่งที่เราต้องการแจ้งให้ทราบ

โดยก่อนหน้านี้ นายวาสซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำองค์การสหประชาชาติ กล่าวอ้างในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 15 ชาติ ที่สำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ว่า กองกำลังรัสเซียพบหลักฐานว่ายูเครนได้ดำเนินงานเครือข่ายห้องปฏิบัติการวิจัยทางชีวภาพถึง 30 แห่ง ในการทดลองทางชีวภาพที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยมีเป้าหมายที่จะแพร่ "เชื้อโรคไวรัส" จากค้างคาวสู่มนุษย์

ขณะที่ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เลื่อนแผนการอพยพชาวยูเครนที่ตกค้างในเมืองมารีอูปอล ทางตอนใต้ของยูเครน ออกไปก่อน โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งไปยังเมืองมารีอูปอลต้องเดินทางกลับมายังเมืองซาโปริซเซียอีกครั้ง หลังเผชิญอุปสรรคด้านการเตรียมการ และเงื่อนไขที่ทำให้ไม่สามารถอำนวยความสะดวกในการอพยพพลเรือนหลายพันคนออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัยได้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กาชาดสากล จะพยายามเดินทางเข้าไปในเมืองมารีอูปอลอีกครั้งในวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวเมืองอพยพออกจากพื้นที่สู้รบอย่างปลอดภัย และกล่าวด้วยว่า เพื่อให้การดำเนินการประสบความสำเร็จ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายต้องเคารพข้อตกลง จัดเตรียมเงื่อนไขที่จำเป็น และรับประกันความปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า หากการอพยพที่ปลอดภัยเกิดขึ้นเมื่อใด บทบาทของกาชาดสากล ในฐานะฝ่ายเป็นกลาง จะต้องติดตามขบวนผู้อพยพจากมารีอูปอลไปยังเมืองอื่นในยูเครนทันที

ขณะที่ นายดมิทโทร คูเลบา รัฐมนตรีต่างประเทศของยูเครน ระบุว่า ไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธได้ว่ากองกำลังเคียฟส่งเฮลิคอปเตอร์ทหารข้ามแดนเข้าไปโจมตีคลังน้ำมันในเมืองเมืองเบลโกรอด (Belgorod) ของรัสเซีย หรือไม่ เนื่องจากไม่มีข้อมูลทางการทหาร

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างโฆษกกระทรวงกลาโหมยูเครนที่ระบุว่า ขณะนี้ยูเครนกำลังป้องกันตนเองจากการรุกรานของรัสเซียในดินแดนยูเครน และนี่ไม่ได้หมายความว่า ยูเครน ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุร้ายทุกอย่างในดินแดนของรัสเซีย ดังนั้น กระทรวงจะไม่ยืนยันหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้

ก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการเมืองเบลโกรอดของรัสเซีย ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ยูเครน 2 ลำ บินข้ามพรมแดนมาในระดับต่ำและโจมตีคลังน้ำมัน จนเกิดไฟลุกไหม้ ส่งผลให้คนงานได้รับบาดเจ็บสองคน แต่อาการไม่สาหัส ขณะที่ทางการได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมเพลิง และอพยพประชาชนในละแวกใกล้เคียงออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ตาม บริษัทน้ำมัน รอสเนฟต์ (Rosneft) ของรัสเซีย ที่เป็นเจ้าของคลังน้ำมันดังกล่าว แถลงว่า ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเพลิงไหม้ แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุแต่อย่างใด

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ