ปลายเดือนเมษายนปี 1945 ฤดูใบไม้ผลิของยุโรปในวันนั้นต่างจากหลายปีที่ผ่านมา เพราะในวันนั้นคือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามที่มีขนาดใหญ่และรุนแรงมากที่สุดที่โลกเคยเจอ
กองทัพของสัมพันธมิตรที่ประกอบไปด้วย สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและกองทัพแดงกว่าครึ่งล้านของสหภาพโซเวียตเข้าล้อมกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี กองทัพนาซีกำลังถูกตีต้อนจนมุม 30 เมษายน อดอฟ์ ฮิตเล่อร์ตัดสินใจฆ่าตัวตาย
กองทัพของสหรัฐ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสบุกเข้าเบอร์ลินทางตะวันตก กองทัพนาซียอมจำนน แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด
8 พฤษภาคม กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตเข้ารุกปิดฉากนาซีจากฝั่งตะวันออกของเบอร์ลิน ทหารกองทัพแดงบางส่วนบุกฝ่าเข้าไปถึงใจกลางเมือง ปักชูธงค้อนเคียวขึ้นเหนืออาคารรัฐสภาของเมืองหลวงที่กำลังมอดไหม้ ก่อนที่เยอรมนีจะลงนามในข้อตกลงยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข
ชัยชนะของกองทัพแดงวันนั้นคือ ช่วงเวลาที่รัสเซียสมัยใหม่ภูมิใจมากที่สุด ไม่มีประวัติศาสตร์หน้าไหนที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าช่วงเวลานี้แล้ว
เด็กๆ ทุกคนได้เรียนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวันที่ 9 พฤษภาคมในรูปแบบเรื่องเล่าเดียวกัน นั่นคือ การกำจัดนาซีออกจากยุโรปคือความสำเร็จสูงสุดที่สหภาพโซเวียตได้ให้กับโลก นอกจากการนำลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เคยอยู่ในตำราของมาร์กซ์มาทำให้เป็นจริง
เรื่องราวนี้ถูกเล่าสืบต่อเนื่องผ่านการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทุกๆวันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปี
นอกเหนือจากการเฉลิมฉลองและยกย่องถึงทหารโซเวียตกว่า 8 ล้านนาย และรำลึกถึงพลเรือนอีก 20 ล้านคนที่เสียชีวิตในสงครามแล้ว
วันแห่งชัยชนะยังถูกใช้การสร้างกระแสชาตินิยม เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ของรัฐสำหรับผู้นำทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่สตาลินจนถึงวลาดิเมียร์ ปูติน
สำหรับประธานาธิบดีปูติน ผู้ซึ่งไม่เคยปิดบังความเจ็บปวดกับการเห็นการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1991 วันแห่งชัยชนะคือโอกาสที่ใช้ในการส่งสัญญานว่า จะนำความยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียตกลับคืนมา
ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ไฮไลท์ของการเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูตินคือ การแสดงแสนยานุภาพทางการทหาร อาวุธยุทธปกรณ์ใหม่ๆมากมายถูกขนออกมาแสดง
ท่ามกลางความหมางเมินและเย็นชาที่เพิ่มมากขึ้นกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะกับชาติสมาชิกนาโตเมื่อองค์กรความมั่นคงแห่งนี้เริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาใกล้รัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับประธานาธิบดีปูติน นี่คือการคุกคาม ไม่เฉพาะกับความมั่นคงของรัสเซีย แต่คืออิทธิพลของรัสเซียที่จะหายไปจากประเทศต่างๆที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตด้วย
ปี 2014 ทหารรัสเซียถูกส่งเข้าในแคว้นไครเมียของยูเครน แทบจะไร้การต่อต้าน ก่อนที่รัสเซียก่อนจะผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง
ในวันที่ 9 พฤษภาคม ในวันแห่งชัยชนะในปีนั้นประธานาธิบดีปูตินเดินทางไปที่นั่นเพื่อเฉลิมฉลองการนำไครเมียกลับคืนสู่การปกครองของรัสเซียแต่การยึดไครเมียเป็นเพียงปฐมบทของการนำความยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียตกลับคืนมา
24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัสเซียเข้าทำสงครามอย่างเต็มรูปแบบกับยูเครน ชื่อของศัตรูคนสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างนาซีถูกนำมาใช้เป็นศัตรูในจินตนาการ เมื่อประธานาธิบดีปูตินระบุว่า การปฏิบัติการทางการทหารก็เพื่อปลดปล่อยยูเครนให้พ้นจากการปกครองของนาซี
แต่ Victory Day ปี 2022 ไม่เหมือนปีไหนๆ นานาชาติไม่ได้มองรัสเซียเป็นฮีโร่อีกต่อไป ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ใช้โอกาสนี้เตือนชาวยูเครนและประชาคมโลกว่า ปีศาจตนใหม่กำลังผงาดขึ้น และครั้งนี้ไม่ใช่นาซี หากหมายถึงรัสเซีย
ความหมายของวันแห่งชัยชนะกำลังถูกใช้ในการสร้างความชอบธรรมขึ้นในการพิชิตยูเครนแต่ในความเป็นจริงก็คือ รัฐบาลยูเครนที่ถูกปกครองโดยนาซีเมื่อ 77 ปีก่อน กับรัฐบาลยูเครนวันนี้แตกต่างกันมาก พวกเขามีพรรคการเมืองและการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
แน่นอนว่ามีกลุ่มขวาจัดหรือมีกลุ่มนีโอนาซีอุบัติขึ้น แต่ก็เช่นเดียวกับสถานการณ์ทางการเมืองในหลายประเทศ และการดำรงอยู่ของกลุ่มเหล่านี้ก็ไม่ได้มากพอที่รัสเซียจะเหมารวมทั้งยูเครนว่าต้องการการปลดปล่อย
คำกล่าวอ้างของรัสเซียจึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และขณะนี้พวกเขาโหยหาชัยชนะในสมรภูมิเพิ่ม เพื่อไม่ให้ปฏิบัติการช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาสูญเปล่า
นักวิเคราะห์มองว่า รัฐบาลเครมลินกำลังเผชิญกับความกดดันอย่างมาก พวกเขาสูญเสียทหารไปแล้วอย่างน้อย 15,000 นายในยูเครน แต่ก็ไม่อาจถอนทัพเพราะยังไม่ได้ชัยชนะที่เป็นชิ้นเป็นอัน
ความชะงักงันของรัสเซียในยูเครนตลอดระยะเวลาสองเดือนกว่าที่ผ่านมา อาจบ่งชี้ว่า รัสเซียไม่ใช่มหาอำนาจทางการทหารอีกต่อไปแล้วนับตั้งแต่สงครามเย็นจบลง
วันแห่งชัยชนะนี้ เป็นเพียงวันแห่งชัยชนะของโซเวียตต่อนาซีเมื่อ 77 ปีก่อน และยังห่างไกลจากชัยชนะของรัสเซียต่อยูเครน ประเทศที่ถูกรัสเซียกล่าวหาว่ามีระบอบนีโอนาซีภายใต้ประธานาธิบดีเซเลนสกีที่เป็นยิว