9 พฤษภาคมเป็นวันสำคัญมากของรัสเซีย เป็นวันที่เรียกกว่าวันแห่งชัยชนะหรือ Victory Day ซึ่งเมื่อ 77 ปีที่แล้ว กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตสามารถเอาชนะกองทัพนาซีของเยอรมนีได้และนำไปสู่การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่า ประธานาธิบดีปูตินจะใช้โอกาสนี้ในการประกาศสงครามอย่างเต็มรูปแบบกับยูเครนเพื่อระดมทรัพยากรและกำลังเพิ่มมากขึ้นเข้ารบในยูเครนหลังจากการทำสงครามที่นั่นไม่เป็นไปตามแผน
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีปูตินไม่ได้การประกาศสงครามอย่างที่หลายคนคาด โดยผู้นำรัสเซียใช้เวลาไม่มากในการพูดถึงความกล้าหาญของกองทัพแดงในการต่อสู้กับนาซี และสำหรับสงครามหรือปฏิบัติการพิเศษทางการทหารในยูเครน เขาบอกเพียงว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นเนื่องจากถูกนาโตคุกคาม
บรรยากาศของพิธีสวนสนามที่ลานจัตุรัสแดงกลางกรุงมอสโก เมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมาทหารหลายพันนายเดินขบวนกันอย่างพร้อมเพรียง นำทัพโดย โอเล็ก ซาลยูคอฟ ผู้บัญชาการทหารบกของรัสเซีย อีกบุคคลสำคัญที่มาร่วมพิธีคือ เซอร์เกย์ ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปรากฏตัวมาพร้อมกับรถเปิดประทุนแต่คนที่ถูกจับตาที่สุดคือ ผู้นำรัสเซีย
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ปรากฎตัวที่จตุรัสแดงเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 14.00 น ตามเวลาในประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมในพิธีวันแห่งชัยชนะ
ผู้นำรัสเซียทักทายบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงและทหารผ่านศึกที่เคยต่อสู้กับทหารนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะนั่งลงเพื่อชมขบวนสวนสนาม
ไฮไลท์ที่ทุกคนรอคอยคือ สุนทรพจน์จากผู้นำที่จะสะท้อนว่าทิศทางของรัสเซียต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะสถานการณ์สู้รบในยูเครน
ประธานาธิบดีปูตินยืนยันถึงเป้าประสงค์ของการต่อสู้ ว่าเป็นการทำเพื่อประเทศชาติและกำจัดลัทธินาซี ไม่ต่างจากที่กองทัพแดงเคยทำเมื่อ 77 ปีก่อน
เป็นที่น่าสนใจว่า ตลอดเวลากล่าวสุนทรพจน์ที่มีความยาวถึง 11นาที ประธานาธิบดีปูตินไม่ได้เผยข้อมูลเลยว่า แผนการต่อไปจะเป็นอย่างไร
รัสเซียจะบุกยูเครนไปจนถึงเมื่อไหร่ ตลอดจนเป้าหมายสูงสุดของภารกิจคืออะไร หรือแม้แต่ชื่อประเทศยูเครน ปูตินก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
เนื้อหาส่วนใหญ่จึงเป็นข้อมูลที่ประชาคมโลกรับรู้แล้ว นั่นคือ รัสเซียกำลังต่อสู้เพื่อปลดปล่อยยูเครนจากนีโอนาซี รวมถึงระบุว่า สิ่งที่ชาติตะวันตกทำบีบให้รัสเซียต้องปกป้องตนเอง
มีข้อความส่วนหนึ่งจากสุนทรพจน์ที่ปูตินระบุว่า ภารกิจของทหารรัสเซียในยูเครนคือสิ่งจำเป็น เพื่อปกป้องโลกไม่ให้เกิดสงครามครั้งใหม่ขึ้น
นอกจากนั้นประธานาธิบดีปูตินยังเสริมว่า รัฐบาลเครมลินจะชดเชยและดูแลครอบครัวของทหารทุกนายที่เสียชีวิตจากการต่อสู้ครั้งนี้
เสร็จสิ้นจากการกล่าวสุนทรพจน์ ประธานาธิบดีปูตินเดินพูดคุยกับ เซอร์เกย์ ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมทักทายทหารระดับสูงคนอื่นๆ
เรียกได้ว่าบรรยากาศของการเฉลิมฉลองในปีนี้ยิ่งใหญ่ไม่น้อยไปกว่าปีก่อนๆ แม้ว่าขณะนี้ทหารรัสเซียจำนวนหนึ่งจะประจำการอยู่ในยูเครนก็ตาม
ที่เมืองใหญ่ของรัสเซีย ทางการก็จัดขบวนพาเหรดและมีทหารออกมาสวนสนามเช่นกัน
จากภาพคือบรรยากาศการฉลองในเมืองโนโวซีบีสค์ เมืองใหญ่ที่สุดของภูมิภาคไซบีเรีย
มีความคิดเห็นจากประชาชนที่มาร่วมงาน ซึ่งเป็นที่สังเกตว่า พวกเขารับข่าวสารชุดเดียวจากรัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากหลายคนระบุว่า พวกเขาเห็นชอบกับการกอบกู้ยูเครนครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม วันแห่งชัยชนะไม่ได้เป็นเพียงวันสำคัญของรัสเซียเท่านั้น แต่ยังหมายถึงประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรที่อยู่ข้างเดียวกับสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย เช่นสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีการรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันที่กองทัพนาซียอมแพ้ด้วย
ส่วนใหญ่ของยุโรปกำหนดวันที่ 8 พฤษภาคม เป็นวันรำลึกเนื่องจากเป็นวันที่กองทัพนาซีประกาศยอมแพ้ อย่างไรก็ตามกว่าจะถึงขั้นตอนการลงนาม ในเวลานั้นที่กรุงมอสโกเป็นวันที่ 9 แล้ว โซเวียตจึงยึดเอาวันที่ 9 เป็นวันแห่งชัยชนะ
นอกจากนี้ ยังเป็นวันสำคัญชาวยูเครนด้วย ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ทหารยูเครนไปร่วมรบกับกองทัพนาซีในสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนี้ยังมีพลเรือนชาวยูเครนเสียชีวิตในช่วงที่นาซียึดครองยูเครนอยู่
เมื่อวานนี้ รัฐบาลยูเครนปล่อยวิดีโอเป็นภาพขาวดำของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีซึ่งดูคล้ายกับภาพยนตร์ยุคเก่าสมัยสงครามโลก
ผู้นำยูเครนยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังจากสงคราม กล่าวว่า กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนด้วยการเดินตามรอยความโหดร้ายป่าเถื่อนของนาซี
ในวีดีโอดังกล่าว มีภาพของกองทัพรัสเซียในปัจจุบันที่กำลังปฏิบัติการทางการทหารในยูเครน สลับควบคู่ไปกับภาพของกองทัพนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
และล่าสุดเมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมา มีอีกคลิปหนึ่งถูกปล่อยออกมาไม่นานก่อนการปรากฏตัวของประธานาธิบดีปูตินที่จตุรัสแดง
ประธานาธิบดีเซเลนสกีประกาศว่า ในวันครบรอบชัยชนะเหนือกองทัพนาซี พวกเรากำลังต่อสู้เพื่อชัยชนะครั้งใหม่ และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในคราวนี้พวกเราจะเป็นฝ่ายชนะ