เมืองนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับยูเครน ที่นี่คือเมืองท่าที่สำคัญที่ใช้เชื่อมต่อกับทะเลดำ ทางออกสู่ทะเลและเส้นทางการขนส่งสินค้าที่สำคัญ
สำหรับรัสเซีย มาริอูปอลคือจุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่จะทำให้รัสเซียเชื่อมไครเมียกับแผ่นดินใหญ่รัสเซียได้
รัสเซียโจมตีที่นี่อย่างหนักและยึดเมืองได้ทุกจุดแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยกเว้นที่โรงงานเหล็กอาซอฟสตอล
นักรบยูเครนกลุ่มสุดท้ายที่ซ่อนตัวอยู่ภายระบบอุโมงค์ที่ซับซ้อนของโรงงานไม่ยอมจำนน ยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพรัสเซียที่ล้อมอยู่หลายสัปดาห์ ก่อนที่เมื่อวานนี้รัฐบาลกรุงเคียฟมีคำสั่งให้วางอาวุธถือเป็นการปิดฉากการต่อสู้ในสมรภูมิที่ดุเดือดและนองเลือดที่สุด
คำถามใหญ่ในขณะนี้คือ ชะตากรรมของกองกำลังยูเครนยอมจำนนและขณะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียจะเป็นอย่างไรต่อไป
เมื่อวานนี้ รถบัสจำนวน 7 คันที่นำโดยรถถังที่มีสัญลักษณ์รูปตัว Z ของกองทัพรัสเซีย ได้นำกองกำลังอยู่เครนที่ติดอยู่ในอาซอฟสตอลและยอมจำนน เดินทางออกจากมาริอูปอลมาถึงเมืองโอเลนิฟกา ใกล้กับแคว้นโดเนตสก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความครอบครองของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่มีรัสเซียหนุนหลัง
ในรถบัสปรากฎภาพของกองกำลังยูเครนที่มีทั้งชายและหญิงที่อยู่ในสภาพเหนื่อยล้า บางคนมีสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขอยู่ข้างกายด้วย
สำนักข่าว Tass ของรัสเซียระบุว่า ทหารเหล่านี้จะถูกนำตัวขึ้นศาล กระทรวงกลาโหมรัสเซียปล่อยภาพนี้ออกมาเมื่อวานนี้ มีการตรวจเช็คอาวุธของทหารยูเครนกลุ่มนี้ก่อนนำตัวขึ้นรถ เนื่องจากเป็นกลุ่มทหารที่ไม่ได้บาดเจ็บและรัสเซียต้องการความมั่นใจว่าจะไม่มีการต่อต้านเกิดขึ้น
ก่อนนั้นไม่กี่ชั่วโมง มีการนำทหารยูเครนชุดแรกซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสออกมาแล้ว โดยทหารเหล่านั้นนอนอยู่ในเปลและถูกลำเลียงออกมา
ทหารชุดนี้ถูกนำตัวขึ้นบัสไปที่เมืองโนโวซอฟก์ ซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่มีรัสเซียหนุนหลัง
ปฏิบัติการการนำตัวทหารกลุ่มสุดท้ายในเมืองมาริอูปอลออกมา ถูกควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยทหารรัสเซียที่มีผ้าสีขาวผูกไว้ที่แขนและวันนี้กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เผยแพร่ภาพล่าสุด ของกองกำลังยูเครนและกองพันอาซอฟที่ออกมาจากอาซอฟสตอล
โดยหลังจากออกมาจากโรงงานเหล็กแล้ว ทหารรัสเซียได้ตรวจร่างกายนักรบยูเครนเพื่อตรวจหาอาวุธ ก่อนให้ไปขึ้นรถของฝั่งรัสเซีย
ด้านอิกอร์ โคนาเชนคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า กองกำลังที่ติดอยู่ในโรงงานอาซอฟสตอลต่างทยอยมอบตัวเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมจนถึงวันนี้ มีทหารยูเครนยอมจำนนแล้ว 959 นาย ในจำนวนนี้มี 80 รายที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งถูกส่งไปยังโรงพยาบาลในแคว้นโดเนตสก์เรียบร้อยแล้ว
ภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้คือสัญญานการยอมแพ้ของยูเครนในเมืองมาริอูปอล เมืองที่ที่ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่งของสงครามในครั้งนี้ และอาจถือได้ว่าขณะนี้รัสเซียครอบครองเมืองนี้ได้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ทางการยูเครนออกมาระบุว่า การยอมจำนนก็เพื่อรักษาชีวิตของทหาร และเป็นการยอมจำนนหลังจากบรรลุความสำเร็จด้านยุทธศาสตร์ทางการทหาร เพราะการที่กองกำลังชุดสุดท้ายในเมืองที่สามารถต้านทานกองทัพรัสเซียได้นานถึง 82 วันคือสิ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าของสงครามในครั้งนี้
แฮนนา มัลยาร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครนระบุว่า ทหารเหล่านี้ได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยการต้านรัสเซียไว้ได้ถึง 82 วัน ทำให้รัสเซียไม่สามารถรุกคืบและยึดเมืองสำคัญแถบนั้นได้ต่อ และสามารถยื้อเวลาจนยูเครนได้รับอาวุธจากชาติตะวันตก
ขณะที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครน มิไคโล โปโดลยัค ระบุว่า การยืนหยัดของกองกำลังชุดนี้คือการเปลี่ยนทิศทางของสงครามที่ทำให้กองทัพยูเครนสามารถสู้ในแนวรบอื่นๆได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ทหารยูเครนที่ยอมจำนวนและถูกนำตัวออกมาจากโรงงานอาซอฟสตอลทั้งที่บาดเจ็บและไม่บาดเจ็บ มีทั้งทหารจากหน่วยนาวิกโยธินกองพลน้อยที่ 36 และจากกองพันอาซอฟ
คำถามใหญ่ที่สุดขณะนี้คือ จะเกิดอะไรขึ้นกับทหารที่ยอมจำนนเหล่านั้นโดยเฉพาะสมาชิกของกองพันอาซอฟ ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัสเซียขึ้นป้ายว่าเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดขวาจัด หัวรุนแรง และจำเป็นต้องกำจัดให้สิ้นซาก
เรามาดูก่อนว่า กองพันอาซอฟคือใคร และทำไมรัสเซียจึงชิงชัง
กองพันอาซอฟก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 เป็นช่วงที่รัสเซียเข้าผนวกไครเมีย การเข้ามาของรัสเซียทำให้คนที่นั่นหวาดหวั่นใจ
พลเรือนในมาริอูปอลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไครเมียจึงจัดตั้งกองกำลังขึ้นมาให้ชื่อว่า กองพันอาซอฟ ผู้บัญชาการคนแรกของกองพันนี้คือ อันดรีย์ บิเล็ตสกี (Andriy Biletsky) ผู้นำของพรรคสมัชชาสังคมนิยมแห่งชาติ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแนวคิดฝ่ายขวาจัด
หลังจากนั้นในแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากจากมาริอูปอลก็เกิดกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซึ่งมีรัสเซียหนุนหลัง กองพันอาซอฟถูกส่งเข้าไปรบกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่นั่นด้วย
ในปลายปี 2014 กองกำลังกึ่งทหารนี้ก็ถูกทำให้มีความชอบธรรมทางกฎหมายหลังจากรัฐบาลยูเครนรวมกองกำลังนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ สมาชิกทั้งหมดได้รับเงินเดือนเหมือนทหารประจำการทั่วไป
การรวมกองพันอาซอฟเข้ากับกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติของประเทศจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลรัสเซียประกาศว่าที่คือองค์กรนาซี
ในช่วงนั้นโฆษกกระทรวงกลาโหมของยูเครนออกมายอมรับว่า มีคนที่มีแนวคิดขวาจัดอยู่จริง แต่ก็เป็นเพียงร้อยละ 20 ของจำนวนหทารของกองพันที่มีอยู่ประมาณ 2,500 นาย
ข้อเท็จจริงนี้คนยูเครนรู้ดี แต่หลายคนบอกว่า พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนักเพราะในวันนั้นกองทัพยูเครนอ่อนแอมาก และกองพันอาซอฟได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการรบที่สามารถปกป้องยูเครนได้ รวมถึงการรบในสงครามคราวนี้ที่กองพันนี้เป็นกำลังหลักในการต้านรัสเซียได้นานถึง 82 วัน ชะตากรรมของทหารจากกองพันอาซอฟจะเป็นอย่างไรภายใต้เงื้อมมือของรัสเซีย
ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลยูเครนออกมาบอกว่า ในข้อตกลงยอมจำนนมีการคุยกันถึงการแลกเปลี่ยนตัวเชลยสงคราม โดยยูเครนจะยอมปล่อยทหารรัสเซียที่จับกุมไว้เพื่อแลกกับทหารที่ออกมาจากอาซอฟสตอล
แล้วรัสเซียว่าอย่างไร จะยอมแลกเปลี่ยนตัวหรือไม่
ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โฆษกของเครมลิน ดิมิทริ เปสคอฟยังไม่ตอบคำถามนี้แบบชัดเจนว่าจะแลกตัวกันหรือไม่ จะปฏิบัติต่อทหารเหล่านี้ตามหลักสากล
อย่างไรก็ตาม ความเห็นของนักการเมืองรัสเซียที่มีการอภิปรายเรื่องนี้ในสภาดูมาเมื่อคืนนี้ หลายคนบอกว่า จะไม่ยอมแลกเปลี่ยนตัวสมาชิกกองพันอาซอฟอย่างเด็ดขาด เพราะคนเหล่านี้คือพวกนาซี เป็นผู้ก่อการร้ายที่ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ คนเหล่านี้ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อบนโลกนี้ต่อไป
ชะตากรรมของทหารยูเครนที่อยู่ในเงื้อมมือของรัสเซียจะเป็นอย่างไรคือคำถามใหญ่ พอๆกับคำถามที่ว่าต่อจากนี้ไป รัสเซียจะจัดการอย่างไรกับเมืองมาริอูปอลซึ่งถือว่ายึดได้อย่างสมบูรณ์แล้วหลังการยอมจำนนของทหารชุดสุดท้ายในอาซอฟสตอล
หลายคนคาดการณ์ว่า รัสเซียจะใช้วิธีการจัดทำประชามติและผนวกมาริอูปอลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียเหมือนกับที่เคยทำกับไครเมียเมื่อปี 2014
การได้เมืองมาริอูปอลส่งผลดีต่อรัสเซียในทางยุทธศาสตร์ เพราะเท่ากับว่า ต่อจากนี้ไปรัสเซียจะเชื่อมต่อไครเมียเข้ากับดอนบาสและต่อไปถึงแผ่นดินใหญ่รัสเซียได้สำเร็จ
และนี่อาจถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียสามารถยึดเมืองยุทธศาสตร์สำคัญได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่บุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เป็นที่น่าสังเกตุว่า วิธีการที่รัสเซียใช้ในการโจมตีเพื่อยึดมาริอูปอลถือว่าเป็นวิธีที่โหดและหนักกว่าแนวรบในด้านอื่นทุกด้าน มีการใช้วิธีการที่ไม่ใช้กับพื้นที่อื่นๆ รวมถึงการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์
ที่นี่ถูกโจมตีทางอากาศหนักที่สุด เป็นจุดที่มีการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์หลายตัว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบ TU-22 ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลความเร็วเหนือเสียง รวมถึง SU-34 ad SU-24M
การทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์คือ กลยุทธ์ทางการทหารที่มีเป้าหมายในการทำลายขีดความสามารถทางด้านเศรษฐกิจและการทหารของศัตรูอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องด้วยระเบิดอานุภาพสูง
วิธีนี้ก่อให้เกิดตวามเสียหายต่อชีวิตของผู้คนหนักและกว้างขวางมากกว่าการโจมตีด้วย missile จากระยะใกล้ เช่นจากรถถัง
ผลของการที่รัสเซียใช้อาวุธทางยุทธศาสตร์ทำให้มาริอูปอลเสียหายอย่างหนัก ทุกจุดของเมืองไม่รอดพ้นจากการโจมตี ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน อาคารที่พักอาศัย โรงพยาบาล รวมถึงโบสถ์และโรงละครที่มีพลเรือนหลบภัยอยู่
ร่างไร้ชีวิตของคนถูกทิ้งอยู่ตามถนน โดยรวมคาดกันว่ามีคนเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 30,000 คนและนี่คือจุดประสงค์ของการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ นั่นคือการทำให้ศัตรูต้องเผชิญกับความตายและการทำลายล้างอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดต้องยอมจำนนเพื่อแลกกับสันติภาพ