"ปูติน" เปรียบตัวเองเหมือนพระเจ้าซาร์ ต้องสู้เพื่อชิงดินแดนกลับมา

โดย PPTV Online

เผยแพร่

วันนี้เป็นวันที่ 107 ของสงคราม การสู้รบระหว่างรัสเซียยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด เป้าหมายของรัสเซียที่ประกาศไว้คือ ต้องการยึดพื้นที่ทางตะวันออกและทางใต้ของยูเครนไว้ให้หมดให้ได้แต่ก็ไม่ง่าย เพราะเกือบ 2 เดือนของการทำสงครามเฟสนี้ รัสเซียยังยึดตะวันออกไม่ได้ทั้งหมด

ส่วนทางใต้ทางยูเครนเริ่มยึดคืนพื้นที่ได้บางส่วน ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ และความเสียหายอย่างหนักกับทั้ง 2 ฝ่าย หลายคนตั้งคำถามถึงเป้าหมายที่แท้จริงของประธานาธิบดีปูตินว่าต้องการอะไรแน่จากการทำสงครามในยูเครนครั้งนี้ คำตอบส่วนหนึ่งอาจจะอยู่ในสิ่งที่ประธานาธิบดีปูตินพูดเมื่อคืนที่ผ่านมา

ในระหว่างการพบปะกับบรรดานักธุรกิจคนรุ่นใหม่ของรัสเซียที่กรุงมอสโก ประธานาธิบดีของรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูตินได้เปรียบเทียบตนเองกับพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ ซาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซีย

ปีเตอร์มหาราช หรือ Peter the Great  ครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1721 จนกระทั่งสวรรคต และได้ชื่อว่าสร้างรัสเซียให้กลายเป็น “จักรวรรดิ” ที่น่าเกรงขามได้สำเร็จ

ปูตินบอกว่าซาร์ปีเตอร์ทำสงครามถึง 21 ปีกับสวีเดน แต่การทำสงครามของพระองค์ไม่ใช่การไปแย่งดินแดนใครมา แต่เป็นการนำของที่เคยเป็นของจักรวรรดิรัสเซียกลับมา และปูตินเองก็กำลังทำสิ่งเดียวกันอยู่ตอนนี้

สิ่งที่ผู้นำรัสเซียพูดอาจตีความได้ว่า สำหรับเขา สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนไม่ใช่การรุกราน แต่คือความพยายามในการนำดินแดนที่เคยเป็นของจักรวรรดิรัสเซียกลับคืนมา

นอกเหนือจากเปรียบเทียบตนเองกับซาร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่พยายามนำดินแดนกลับคืนมาแล้ว อีกประเด็นที่ผู้นำรัสเซียพูดคือ จะไม่มีการใช้ม่านเหล็กหรือการปิดประเทศ ปิดสังคมและเศรษฐกิจเหมือนกับในสมัยสหภาพโซเวียตแล้ว

ตีความได้ว่า ความใฝ่ฝันในการยึดดินแดนที่เคยเป็นของจักรวรรดิรัสเซียกลับคืนมา ไม่ได้หมายความว่ารัสเซียจะนำระบบเศรษฐกิจในยุคเก่าๆ กลับมาด้วย

ทั้งนี้ในสมัยของซาร์ปีเตอร์ ดินแดนของจักรวรรดิรัสเซียกว้างขวางยิ่งใหญ่ ไล่จากแผ่นดินของสวีเดนในปัจจุบันเรื่อยลงมาถึงฟินแลนด์ และกรุงเคียฟของยูเครน และนี่อาจเป็นแรงจูงใจในการเข้ารุกรานยูเครน เพราะสำหรับผู้นำรัสเซีย ยูเครนคือส่วนหนึ่งของรัสเซียมาตลอด

เป้าหมายของประธานาธิบดีปูตินในการนำดินแดนที่เคยเป็นของจักรวรรดิรัสเซียกลับมาได้หรือไม่นั้น สมรภูมิการรบที่จะตัดสินเรื่องนี้คือ สมรภูมิด้านตะวันออกและด้านใต้ ที่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด

เริ่มต้นด้วยสถานการณ์ในภาคตะวันออกของยูเครน มีรายงานการปะทะของทั้งสองฝ่ายในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาถึง 8 จุด โดยมีจุดปะทะ 2 จุดอยู่ที่แคว้นคาร์คีฟ ที่ยูเครนพยายามยึดพื้นที่คืนมา

ส่วนอีก 6 จุดอยู่ในแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ บริเวณเมืองอีซุม ลีมาน รูบิชเนีย ซีเวโรโดเนตสก์ ลิซีแชนสก์ และโปปาสนา

ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นในแคว้นคาร์คีฟที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อวานนี้ หลังจากถูกรัสเซียกลับมาโจมตีอีกครั้ง

โดยโฆษกประจำหน่วยช่วยเหลือฉุกเฉินของแคว้นคาร์คีฟ ระบุว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธโจมตีใส่คาร์คีฟตอนช่วงเวลา 5 ทุ่มของเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 5 ราย

ถัดลงมาทางตอนใต้ของคาร์คีฟ อย่างเมืองซีเวโรโดเนตสก์ เมืองนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครน เนื่องจากเป็นจุดที่จะกำหนดทิศทางการยึดพื้นที่ของทั้งสองฝ่าย ทำให้เมืองนี้ถูกโจมตีอย่างหนัก

เมืองซีเวโรโดเนตสก์ที่มีควันดำพวยพุ่งออกมา ซึ่งเป็นผลจากการต่อสู้ของทั้งฝ่ายอย่างดุเดือดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยวิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายจากเมืองลิซีแชนสก์ ซึ่งเป็นเมืองแฝดที่อยู่อีกฝากของแม่น้ำโดเนตสก์

อย่างไรก็ดี เมืองลิซีแชนสก์เองนั้นก็เป็นอีกเมืองที่ถูกรัสเซียโจมตีเช่นกัน และจะเป็นเป้าหมายต่อไป ถ้ากองทัพรัสเซียสามารถยึดเมืองซีเวโรโดเนตสก์และข้ามแม่น้ำโดเนตสก์มาได้

การตกเป็นเป้าหมายโจมตี ส่งผลให้ประชาชนที่นี่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักและต้องเลือกว่าจะอยู่ที่นี่ต่อไปหรือลี้ภัยออกนอกพื้นที่

นอกจากซีเวโรโดเนตสก์และลิซีแชนสก์ในแคว้นลูฮันสก์ที่ถูกโจมตีอย่างหนักแล้ว ตอนนี้ กองทัพรัสเซียได้มุ่งหน้าไปยังจุดหมายใหม่อย่างแคว้นโดเนตสก์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมารัสเซียได้พยายามโจมตีหลายเมืองในแคว้นโดเนตสก์ โดยการโจมตีนั้นเป็นไปอย่างหนักหน่วง จนทหารยูเครนที่อยู่ในพื้นที่ด่านหน้าของสมรภูมิบอกว่าไม่เคยเจอสมรภูมิไหนเป็นเช่นนี้มาก่อน เพราะรัสเซียได้ใช้อาวุธเคมีอย่างฟอสฟอรัสขาวซึ่งเป็นพิษกับมนุษย์ และใช้กระสุนคลาสเซ็ทท์ในสมรภูมิโดเนตสก์

แม้ว่าสถานการณ์การสู้รบจะรุนแรงและหนักหน่วง แต่ทหารแนวหน้าที่แคว้นโดเนตสก์ยังคงเชื่อว่าพวกเขาจะชนะในศึกนี้แน่นอน

แม้ว่าสถานการณ์ในภาคตะวันออกฝ่ายยูเครนยังคงเสียเปรียบฝั่งรัสเซีย แต่เมื่อลงไปดูสถานการณ์ของแคว้นต่าง ๆ ในภาคใต้ของยูเครน ดูเหมือนว่าจะพอมีสัญญาณที่ดี

จากแผนที่จะเห็นได้ว่ามีจุดปะทะเกิดใหม่ทางตอนใต้ถึง ถึง 3 จุด บริเวณแคว้นเคอร์ซอนและซาโปริซเซีย โดยในบริเวณนี้ ยูเครนเริ่มยึดพื้นที่คืนมาได้เยอะแล้ว

คนที่ออกมายืนยันเรื่องนี้คือประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครน โดยเขาได้อัดวิดีโอรายงานสถานการณ์ที่มีใจความตอนหนึ่งที่พูดถึงความคืบหน้าของการรบในแนวรบด้านใต้ว่าสามารถสกัดรัสเซียไว้ได้

อีกเมืองหนึ่งทางตอนใต้ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของรัสเซียคือ เมืองมิโคลายิฟ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสได้โจมตียุ้งเก็บผลิตผลชื่อนิกา-เทียรา (Nika-Tera)ในเมืองมิโคลายิฟ ส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตรในคลังได้รับความเสียหายทั้งหมด

ล่าสุดวันนี้ (20 มิ.ย.) บริษัทแพลนเน็ตแลปส์ พีบีซี (Planet Labs PBC) ได้เผยภาพก่อนและหลัง ของยุ้งเก็บผลิตผลทางการเกษตรดังกล่าว โดยหลังจากที่รัสเซียโจมตี ยุ้งดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถซ่อมแซมได้

จะเห็นได้ว่าสถานการณ์การสู้รบในยูเครนยังคงดุเดือด นอกจากประเด็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการสู้รบแล้ว เมื่อวานนี้ มีอีกประเด็นที่สำนักข่าวหลายสำนักกล่าวถึง นั่นคือ การที่ศาลรัสเซียในแคว้นโดเนตสก์สั่งประหารชีวิตชาวต่างชาติที่ช่วยยูเครนรบกับรัสเซีย

เมื่อวานนี้ ศาลของสาธารณรัฐโดเนตสก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปกครองของรัสเซีย ได้พิพากษาประหารชีวิตชายชาวอังกฤษ 2 คน และชายชาวโมร็อคโก 1 คนทั้ง 3 เป็นทหารรับจ้าง หลังจากถูกกองทัพรัสเซียจับกุมได้ในสนามรบ

หลังจากที่มีคำพิพากษาดังกล่าวออกมา ลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรได้ทวิตข้อความประณามการกระทำดังกล่าวของรัสเซียว่า ผู้ต้องหามีสถานะเป็นเชลยศึก คำตัดสินดังกล่าวนั้นไม่ชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง

และอีกคนที่ออกมาประณามคำตัดสินดังกล่าวคือ โรเบิร์ต เจนริค สมาชิกรัฐสภาสหราชอาณาจักร เขากล่าวผ่านสื่อว่า การกระทำที่น่ารังเกียจดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากระบอบของปูติน

เขาย้ำว่าหากปูตินคิดว่าการกระทำดังกล่าวจะกดดันอังกฤษได้ ปูตินนั้นคิดผิดแล้ว สิ่งที่ทูตรัสเซียในสหราชอาณาจักรต้องทำคือ รับรองความปลอดภัยให้คนเหล่านั้นตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งกลับประเทศ

เมื่อดูจากท่าทีของผู้นำรัสเซียแล้ว สงครามยูเครนน่าจะไม่จบในเร็ววันนี้แน่นอน และเมื่อมีการพูดถึงประเด็นในประวัติศาสตร์ ซึ่งในแง่หนึ่งก็เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบทะเลบอลติกอย่างสวีเดนที่เพิ่งจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกนาโตไป

หลายฝ่ายคาดว่า เราอาจได้เห็นการเพิ่มกำลังป้องกันของประเทศต่าง ๆ บริเวณนั้นเพื่อเตรียมรับมือกับรัสเซีย

ล่าสุด โปแลนด์ได้จับมือกับนาโตติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศในทะเลบอลติก และได้ทดลองเดินระบบดังกล่าว

โดยให้เหตุผลว่าที่ต้องทำเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องเตรียมพร้อมรับมือ หลังจากที่เกิดสถานการณ์การรุกรานยูเครน

จากท่าทีของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นชาติตะวันตก ยูเครน รัสเซีย หรือนาโตเอง ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า สงครามยูเครนน่าจะไม่จบในเร็ววันนี้ ซึ่งทั่วโลกจะได้รับผลไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม

ยิ่งปล่อยให้สงครามยูเครนยืดเยื้อออกไปนานเท่าใด ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ