เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ของจีนที่มีชื่อว่า ฝูเจี้ยนไทป์ 003เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่ท่าเรือในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา
ภาพที่เห็นคือพิธีปล่อยเรือลงน้ำโดยมีทหารจากกองทัพเรือจำนวนมากเข้าร่วมในพิธี มีการฉีดน้ำและปล่อยสายรุ้งหลากสี
ฝูเจี้ยนไทป์ 003 มีขนาดระวาง 80,000 ตัน ขณะที่บางฝ่ายระบุว่าขนาดระวางอาจถึง 100,000 ตัน เทียบชั้นกับเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ของสหรัฐ ซึ่งเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยสร้างมาด้วยความยาวกว่า 333 เมตร ระวางขับน้ำถึง 100,000 ตัน
โดยเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ถือเป็นกำลังหลักของกองทัพเรือสหรัฐฯ
นอกเหนือจากความใหญ่โต CCTV ของจีนรายงานว่า ฝูเจี้ยนไทป์ 003 ติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และระบบปล่อยเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุด ระบบปล่อยเครื่องบินคือตัวชี้วัดแสนยานุภาพของเรือบรรทุกเครื่องบิน โดยเรือบรรทุกเครื่องบินที่จีนตอนนี้ ระบบปล่อยเครื่องบินเป็นระบบเทคออฟแบบเก่าทีเรียกว่า สกีจั๊มป์ ทำให้ต้องใช้พื้นที่รันเวย์ยาว ข้อจำกัดนี้ทำให้มีสามารถใช้เป็นจุด Take Off เครื่องบินบางชนิดไม่ได้
แต่ ฝูเจี้ยนไทป์ 003 มีระบบเครื่องดีดอากาศยานด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และมีระบบ Take Off สำหรับเครื่องบินในระยะที่สั้นมาก ทำให้ฝูเจี้ยนไทป์ 003 สามารถบรรทุกเครื่องบินได้หลากหลายชนิดรวมถึงเครื่องบินประสิทธิภาพสูง
เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 ของจีนและเป็นลำที่มีความทันสมัยมากที่สุดขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์
โดยเรือลำแรกของจีนชื่อเหลียวหนิง (Liaoning) เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่จีนซื้อมาจากสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1998 ส่วนลำที่ 2 ชื่อ ชานตง (Shandong) เข้าประจำการเมื่อปี 2019
ถึงแม้จีนมีกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีเรือรบทั้งสิ้นประมาณ 355 ลำ แต่ในแง่ของแสนยานุภาพ สหรัฐมีกองเรือที่ทันสมัยมากกว่า โดยเฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ สหรัฐมีอยู่ถึง 11 ลำ
เรือบรรทุกเครื่องบินถือเป็นหัวใจหรือพระเอกของกองเรือ ทำหน้าที่เสมือนสนามบินเคลื่อนที่ ที่จะไปจุดไหนก็ได้บนโลกใบนี้ สร้างความได้เปรียบในแง่การทำสงคราม
การเร่งพัฒนาอาวุธของจีนเกิดขึ้นหลังจากความตึงเครียดในอินโดแปซิฟิก ที่จุดร้อนอยู่ที่ความขัดแย้งในทะเลจีนไต้ และกรณีไต้หวันและเกิดขึ้นในวันที่ดุลอำนาจและระเบียบความมั่นคงของโลกเปลี่ยนไปหลังเกิดสงครามในยูเครน
จีนคือชาติที่ไม่ได้ประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้นำของทั้งสองชาติเพิ่งจะยกหูคุยกัน โดยระบุว่า รัสเซียและจีนจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือทางทางด้านเศรษฐกิจ การค้า รวมความมั่นคง
จุดยืนของจีนทำให้รัสเซียมีที่พิงหลังในวันที่ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร
จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยตัวเลขของเดือนพฤษภาคม น้ำมันที่จีนซื้อจากรัสเซียเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 55 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
สัดส่วนนี้ถือว่าสูงมาก ก่อนหน้านี้จีนไม่เคยซื้อน้ำมันจากรัสเซียมากขนาดนี้มาก่อน เป็นน้ำมันที่ส่งผ่านจากทั้งท่อในไซบีเรียและการขนส่งทางเรือ รวมทั้งสิ้นประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนที่อยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะนี้ถือว่ารัสเซียเป็นผู้ขายน้ำมันรายใหญ่ให้กับจีน แซงหน้าซาอุดีอารเบีย
บริษัทของจีนทั้ง Sinopec และ Zhenhua ซึ่งรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ เพิ่มการซื้อน้ำมันจากรัสเซียหลังจากรัสเซียลดราคาให้ถึง 30 เปอร์เซนต์ การลดราคาน้ำมันคือกลยุทธ์ที่รัสเซียงัดมาใช้ในวันที่ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรทำให้ประเทศในเอเชียทนราคาที่จูงใจไม่ไหวและหันมาซื้อน้ำมันจากรัสเซีย นอกจากจีนแล้วก็ยังมีอินเดียที่เป็นลูกค้ารายใหญ่