เมื่อวานนี้ ผู้นำชาติสมาชิกยุโรปทั้ง 27 ชาติ ได้เดินทางไปยังกรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม เพื่อลงมติยอมรับสถานะประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก EU ของยูเครนและมอลโดวาอย่างเป็นทางการ
หลังจากที่รัฐสภาของสหภาพยุโรปมีมติ 529 ต่อ 45 เสียงให้บรรดาผู้นำของชาติสมาชิก EU เปิดประชุม เพื่อยอมรับสถานะผู้สมัครของสหภาพยุโรปของยูเครนและมอลโดวาโดยเร็ว พร้อมกับคณะกรรมาธิการยุโรปได้ยื่นข้อคิดเห็นไปให้แต่ละประเทศสมาชิก เมื่อสัปดาห์ก่อน
หลังการประชุมของชาติสมาชิกเสร็จสิ้น ชาร์ลส์ มิเชลล์ ประธานสหภาพยุโรป ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า สหภาพยุโรปมีมติเป็นเอกฉันท์ยอมรับสถานะผู้สมัครสมาชิก EU ของยูเครนและมอลโดวา
ด้านเออร์ซูลา ฟอน เดอ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป แถลงว่าการตัดสินใจของสหภาพยุโรปในวันนี้ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ยูเครนและสหภาพยุโรปทั้งหมดในอนาคต
วันนี้ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครนแถลงพร้อมกับรอยยิ้มครั้งแรกในรอบ 4 เดือนว่า นี่คือชัยชนะครั้งสำคัญของยูเครนและยูเครนรอเวลานี้มานาน และประกาศชัดเจนว่า ยูเครนว่าจะไม่หยุดสู้จนกว่าจะได้เป็นสมาชิกของ EU โดยสมบูรณ์
ด้านประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเคียฟก็ยินดีกับการยอมรับของสหภาพยุโรปในครั้งนี้
โดยชาวเคียฟให้ความเห็นว่า การยอมรับสถานะผู้สมัครถือเป็นก้าวแรกในการเข้าสู่ครอบครัวยุโรป และหวังว่ายูเครนจะได้เป็นสมาชิกยุโรปอย่างเป็นทางการในอนาคต
โดยขั้นตอนต่อไปที่ยูเครนจะต้องทำคือ การปรับปรุงประเทศในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมหลักของสหภาพยุโรป หลังจากปฏิรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยูเครนต้องทำสิ่งที่เรียกว่า “Accession” หรือการ ภาคยานุวัติ” ซึ่งการภาคยานุวัตินี้ เป็นขั้นตอนที่ยูเครนจะต้องลงนามยินยอมเพื่อเข้าเป็นภาคีในสนธิสัญญาสหภาพยุโรป และยอมรับข้อผูกมัดและพันธกรณีต่างๆ ที่จะเกิดหลังลงนามแล้ว
เมื่อวานนี้ โจเซฟ บอร์เรล หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปออกมาแถลงว่า ทางสหภาพยุโรปอาจยังไม่หารือเรื่องการภาคยานุวัติของมาซิโดเนียเหนือและแอลเบเนียในการประชุมรอบนี้
โดยสาเหตุมาจากการที่บัลแกเรียได้ใช้สิทธิ์วีโตการหารือเรื่องการภาคยานุวัติของมาซิโดเนียเหนือเมื่อปี 2020 ซึ่งการใช้สิทธิ์วีโตในครั้งนั้นส่งผลต่อประเทศแอลเบเนียด้วย เนื่องจากการพิจารณาประเด็นการภาคยานุวัติต้องพิจารณาพร้อมกันทั้งสองประเทศ
สาเหตุที่ทำให้บัลแกเรียใช้สิทธิวีโตกับมาซิโดเนียเหนือนั้น เป็นเพราะทั้งสองประเทศมีปัญหาเกี่ยวกับประเด็นด้านชาติพันธุ์และภาษา เนื่องจากบัลแกเรียไม่ยอมรับชาติพันธุ์และภาษามาซิโดเนียน เพราะเชื่อว่าภาษาและชาติพันธุ์มาซิโดเนียเป็นกลุ่มย่อยของภาษาบัลแกเรีย ทำให้ทั้งสองประเทศมีปัญหาในประเด็นนี้กันมาตลอด
นายกรัฐมนตรีบัลแกเรีย คิริล เปตคอฟ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงประเด็นนี้ว่า การตัดสินใจใช้สิทธิ์วีโตกับมาซิโดเนียเหนือนั้นยังคงเหมือนเดิม ส่วนจะมีการยกเลิกวีโตหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐสภาบัลแกเรีย ซึ่งจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ด้านดิมิทาร์ โควาเซฟสกี ผู้นำมาซิโดเนียเหนือซึ่งเป็นคู่กรณีกับบัลแกเรีย ได้ออกมาพูดทันทีว่า สหภาพยุโรปไม่ควรปล่อยให้ปัญหาของสองประเทศกลายมาเป็นปัญหาของสหภาพยุโรป จากสิ่งเกิดขึ้นกับมาซิโดเนียเหนือและแอลเบเนียทำให้เห็นภาพว่า เส้นทางการเป็นสมาชิก EU ของยูเครนยังคงยาวไกล ยูเครนต้องปฏิรูปประเทศเพื่อให้ชาติสมาชิก EU ยอมรับ ซึ่งการจะปฏิรูปประเทศได้นั้น ยูเครนต้องอยู่ในสภาวะปกติที่ไม่ใช่สงคราม
นี่หมายความว่า ยูเครนอาจต้องชนะสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ และวิธีที่จะเอาชนะรัสเซียได้คือ ต้องมีอาวุธและทรัพยากรที่เพียงพอ ซึ่งสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเข้าใจหลักการข้อนี้เป็นอย่างดี
วันนี้ จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้แถลงกับสื่อว่า สหรัฐฯ จะส่งความช่วยเหลือทางการทหารให้แก่ยูเครนเพิ่มอีก 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะประกอบไปด้วยอาวุธต่าง ๆ และระบบไฮมาร์สด้วย ในขณะที่ยูเครนได้บรรลุก้าวแรกในการเข้า EU พร้อมๆ กับการที่สหรัฐฯ อนุมัติงบประมาณด้านอาวุธเพื่อสนับสนุนยูเครน
วันนี้ รัสเซียก็ได้มาแสดงความเคลื่อนไหวโดยประกาศว่าจะเสริมสร้างความร่วมมือทางการทหารกับเบลารุส โดยเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวขณะร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียว่า เมื่อดูจากสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ทั้งรัสเซียและเบลารุสจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพด้านการป้องกันประเทศเพิ่ม