ธงอาณานิคมฮ่องกงถูกลดลงจากยอดเสาพร้อมธงยูเนียนแจ็ก ก่อนที่ธงรูปดอกชงโคสีขาวบนพื้นแดง ในฐานะสัญลักษณ์ของธงประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกงซึ่งจะถูกเชิญขึ้นยอดเสาแทนที่ เคียงข้างด้วยธงชาติจีน
นาทีสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว เมื่อสหราชอาณาจักรส่งมอบอำนาจอธิปไตยเหนือฮ่องกงกลับคืนสู่จีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมปี 1997 หลังฮ่องกงอยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรนานกว่า 150 ปี
ทั่วโลกจดจำฮ่องกงในฐานะอดีตอาณานิคมของสหราชอาณาจักร แต่นี่เป็นความทรงจำที่จีนต้องการให้ชาวฮ่องกงทำความเข้าใจใหม่
โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ฮ่องกงกำลังจะใช้ตำราเรียนใหม่สำหรับชั้นมัธยมศึกษาที่ระบุว่าฮ่องกงไม่เคยเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่ยอมรับสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมที่ทำให้ต้องยกฮ่องกงให้สหราชอาณาจักร
ตำราฉบับใหม่ยังชี้ว่าฮ่องกงเป็นดินแดนของจีนมาตั้งแต่ยุคโบราณ แม้ถูกสหราชอาณาจักรครอบครองหลังสงครามฝิ่น แต่ก็ยังเป็นดินแดนของจีนอยู่ดี
จีนไม่เคยยกอำนาจอธิปไตยเหนือฮ่องกงให้ใคร แม้ฮ่องกงอยู่ภายใต้รัฐบาลอาณานิคมของสหราชอาจักร แต่ก็ไม่เคยเป็นอาณานิคม
นี่ถูกมองว่าเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ในการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมจีนลงในสำนึกของพลเมืองฮ่องกง
ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีนบางส่วนมองว่า การเคยเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ทำให้ฮ่องกงมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์แตกต่างไปจากพื้นที่อื่นในจีนแผ่นดินใหญ่ ในขณะที่ความรู้สึกกลมกลืนว่าฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีน คือสิ่งที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ต้องการมากที่สุด
จีนต้องยกเกาะฮ่องกงให้กับสหราชอาณาจักรเมื่อปี 1842 หลังจีนแพ้สงครามฝิ่นครั้งแรก แต่หลังสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 จีนก็ต้องยอมเสียคาบสมุทรเกาลูน พื้นที่บนแผ่นดินใหญ่ตรงข้ามเกาะฮ่องกงให้สหราชอาณาจักรเมื่อปี 1860
ส่วนในปี 1898 เพื่อกระชับอำนาจควบคุมในพื้นที่ดังกล่าว สหราชอาณาจักรได้เช่าดินแดนที่เรียกกันว่านิวเทอร์ริทอรีส์ เป็นพื้นที่ที่ใหญ่กว่าเกาะฮ่องกงและเกาลูนมาก โดยสัญญาส่งคืนให้จีน 99 ปี
กระทั่งช่วงปลายศตวรรษที่ 20 รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนแสดงจุดยืนชัดว่า ไม่ต้องการขยายเวลาเช่านิวเทอร์ริทอรีส์ต่อไป สหราชอาณาจักรจึงตัดสินใจยกทั้งเกาะฮ่องกงและเกาลูนคืนให้จีนไปพร้อมกัน
แต่ช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรฮ่องกงได้พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางการเงินและธุรกิจสำคัญของโลก มีระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่แตกต่างไปจากแผ่นดินใหญ่ที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์และโดดเดี่ยวตัวเองมานานหลายสิบปี จนทำให้ต้องมีการเจรจายาวนานเพื่อกำหนดเงื่อนไขส่งมอบฮ่องกงคืนสู่จีน
กระทั่งการส่งมอบอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมของ 25 ปีที่แล้ว
ภายใต้เงื่อนไขกลับสู่จีน รัฐบาลจีนตกลงปกครองฮ่องกงภายใต้หลักการ “1 ประเทศ 2 ระบบ” หมายความว่าฮ่องกงอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของจีน แต่มีระบบกฎหมายและเศรษฐกิจของตัวเอง ส่วนอำนาจในกิจการกลาโหมและต่างประเทศเป็นของจีน
นี่ทำให้ฮ่องกงมีสถานะเป็นเขตบริหารพิเศษ มีระบบกฎหมาย มีพรรคการเมือง รวมถึงสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและแสดงความเห็น และมีกฎหมายพื้นฐานหรือ Basic Law เทียบเท่ากับรัฐธรรมนูญฉบับเล็กรับรองสิทธิพิเศษเหล่านี้
โดยจีนตกลงให้ฮ่องกงมีอำนาจปกครองตนเองในระดับสูงไปอีก 50 ปีหลังการกลับสู่จีน
อย่างไรก็ตาม คนในฮ่องกงไม่น้อยรู้สึกว่ารัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่พยายามทำลายเสรีภาพและอำนาจในการปกครองตนเองของฮ่องกงตามหลักการ และรัฐบาลท้องถิ่นในฮ่องกงก็เป็นเพียงหุ่นเชิด
ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงไม่ว่าจะ ‘แคร์รี หล่ำ’ ที่กำลังหมดวาระ หรือ ‘จอห์น ลี’ ที่กำลังขึ้นรับตำแหน่ง ไม่ได้มาจากการเลือกโดยตรงของชาวฮ่องกง แต่ได้รับเลือกจากคณะผู้เลือกตั้งที่ภักดีต่อรัฐบาลจีน
ความไม่พอใจของชาวฮ่องกงปะทุออกมาในรูปแบบการประท้วงใหญ่เรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งในปี 2014 และ 2019 โดยคนรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญในการประท้วง
หลังการประท้วงปี 2019 เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของฮ่องกง ที่ทำให้รัฐบาลจีนยิ่งเพิ่มการควบคุมกดปราบฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงขึ้น ผ่านการใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเมื่อ 2020 กำหนดโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต หากกระทำการที่เข้าข่ายล้มล้าง แบ่งแยกดินแดน สมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ และก่อการร้าย
มีผู้ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายนี้แล้วอย่างน้อย 170 คน หลายคนเป็นนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ และนักข่าว นักกิจกรรมบางส่วนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ
สื่อใหญ่ที่สนับสนุนประชาธิปไตยเช่น แอปเปิลเดลี่ ต้องปิดตัวลงหลังเผชิญแรงกดดันหนักจากตำรวจ เมื่อถูกบุกค้นสำนักงานและทีมงานถูกจับกุมจากข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ
นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยกังวลว่า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติทำลายหลักการ 1 ประเทศ 2 ระบบ และอาจเป็นจุดจบของฮ่องกง
ขณะที่ ‘คริส แพทเทน’ อดีตผู้ว่าการฮ่องกงคนสุดท้ายภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรมองว่า น่าเศร้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ยอมทำตามปฏิญญาร่วมที่ให้ไว้ว่าจะรับรองเสรีภาพของฮ่องกง
นอกจากปราบปรามผู้ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนแล้ว การปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมและความรักชาติจีนในหมู่คนรุ่นใหม่กลายเป็นอีกเป้าหมายสำคัญ จนนำมาสู่การยกเครื่องหลักสูตรการศึกษาในฮ่องกง
ทางการโทษว่าระบบการศึกษาของฮ่องกงที่มุ่งให้เด็กคิดเชิงวิพากษ์และสอนแนวคิดการมีส่วนร่วมของพลเมืองเป็นตัวบ่มเพาะความขัดแย้ง กระตุ้นให้เกิดการประท้วงเมื่อปี 2019
โดยในตำราเรียนเล่มใหม่นอกจากจะไม่ยอมรับว่าฮ่องกงเคยเป็นอาณานิคมสหราชอาณาจักรแล้ว ยังเรียกการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี 2019 ว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรง เป็นส่วนหนึ่งของการปลุกระดมเพื่อโค่นล้มรัฐบาล เป็นภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติและผลประโยชน์ของฮ่องกงด้วย
ส่วนเมื่อปีที่แล้วทางการยังได้ออกแนวปฏิบัติที่กำหนดให้ครูฮ่องกงต้องสอนเด็กตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไปว่าความผิดในกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมีอะไรบ้าง ทั้งยังเผยแพร่คลิปสื่อการสอนให้เข้าใจถึงหน้าที่ต่อรัฐบาลกลางในปักกิ่ง
นักเรียนบางคนบอกว่าบทเรียนเกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ทำให้เข้าใจลึกซึ้งถึงความสัมพันธ์จีน-ฮ่องกง และความมั่นคงของประเทศจีนก็หมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกงด้วย
แต่ความพยายามสร้างระบบการศึกษาเน้นความรักชาติจีนมากกว่าการคิดแบบวิพากษ์ ทำให้คนบางส่วนกังวลว่าในอนาคต จะทำให้เด็กฮ่องกงสูญเสียการคิดอย่างมีเหตุมีผล เป็นอิสระ และการคิดวิเคราะห์จากหลายมุมมอง
การสร้างคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ใหม่ ไปจนถึงการยกเครื่องหลักสูตรการศึกษาฮ่องกงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นความพยายามปลูกฝังอัตลักษณ์จีนลงไปในหมู่เยาวชนฮ่องกง หวังให้ยึดถือในคุณค่าที่ใกล้เคียงกับคนในแผ่นดินใหญ่มากขึ้นโดยเฉพาะในมุมมองทางการเมืองและประวัติศาสตร์ ในขณะที่รัฐบาลจีนภายใต้ประธานาธิบดี ‘สีจิ้นผิง’ พยายามแผ่อิทธิพลควบคุมฮ่องกงหนักหน่วงขึ้น
หลัง 25 ปีแห่งการกลับสู่อ้อมอกจีน เสรีภาพในฮ่องกงถูกจำกัดลงเรื่อยๆ
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า สถานะของฮ่องกงอีก 25 ปีหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปในอีกครึ่งทางที่เหลือ ซึ่งจีนได้ให้สัญญาว่าจะรับรองทั้งเสรีภาพและอำนาจในการปกครองตนเองของฮ่องกง ภายใต้หลักการ 1 ประเทศ 2 ระบบ