สำนักงานสถิติแห่งชาติของตุรกี เปิดเผยข้อมูลเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เงินเฟ้อในตุรกีพุ่งสูงถึง 78.62 % ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเหนือกว่าที่รัฐบาลตุรกีคาดการณ์ไว้ และถือเป็นอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998 หรือในรอบ 24 ปี
ส่วนภาพรวมของสถานการณ์ในตุรกีขณะนี้ในภาคของผู้บริโภค ราคาสินค้าและบริการต่างๆได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตกต่างกันไป เช่น ราคาค่าขนส่งพุ่งทะยาน 123.37% ของใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น 81.14 %
ส่วนราคาเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์และอาหารเพิ่มขึ้น 93.93% ซึ่งในส่วนของราคาอาหารเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ หอการค้าอิสตันบูล ระบุว่า เวลานี้อัตราเงินเฟ้อของอิสตันบูล ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของตุรกีมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะ 94% ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านรัฐบาลตุรกีและนักเศรษฐศาสตร์ ออกมาชี้ว่า การขึ้นราคาน้ำมันและก๊าซเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงของตุรกีอยู่ที่เกือบสองเท่าของตัวเลขที่ทางการประกาศ
ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์องค์กรอิสระของตุรกี ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า จริงๆแล้วเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นถึง 175% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 71.4% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าตุรกีจะเผชิญอัตราเงินเฟ้อสูงตลอดทั้งปีนี้ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของตุรกีออกมาให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่า ทุกคนจะเริ่มเห็นเงินเฟ้อลดลงภายในเดือนธันวาคมของปีนี้
ส่วนความเคลื่อนไหวของ เงินสกุลลีรา ซึ่งเป็นสกุลเงินประจำชาติของตุรกีก็อ่อนค่าอย่างหนัก ทำให้มูลค่าของเงินสกุลลีลาลดฮวบ และปัจจุบันเงินสกุลลีรามีมูลค่าน้อยกว่าเงินดอลลาร์ประมาณ 20 % เมื่อเทียบกับวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา
ด้านผู้เชี่ยวชาญ จาก S&P Global Ratings ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกคาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของตุรกีจะย่ำแย่ตลอดทั้งปีนี้ และผลพวงจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่อ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว และแรงกดดันจากเงินเฟ้อกำลังกระทบกับกำลังซื้อ และทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งตรงนี้จะทำให้การบริโภคของภาคเอกชนอ่อนกำลังลงไปอีก
ผู้เชี่ยวชาญจาก S&P Global Ratings ระบุว่า สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาเงินเฟ้อตุรกีก็คล้ายคลึงกับประเทศอื่นๆทั่วโลก คือ สงครามรัสเซีย – ยูเครน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานและอาหารทั่วโลก รวมถึงการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซน หรือกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร และสหราชอาณาจักร ซึ่งตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญของตุรกี
สอดคล้องกับ CNBC สื่อตะวันตกที่วิเคราะห์ว่า อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงมากของตุรกีเป็นผลมาจากสงครามรัสเซีย – ยูเครน ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลตุรกีที่มีการสะกัดการขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อหวังกระตุ้นการเติบโตให้ภาคเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลตุรกีได้มีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศที่ไม่สนับสนุนนโยบายของรัฐไปมากถึง 3 คนนับตั้งแต่ปี 2019
อย่างไรก็ตามรายงานข่าวระบุว่า ก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เศรษฐกิจของตุรกีก็ไม่สู้ดีนัก และผลพวงจากนโยบายการคลังของประธานาบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดอัน ที่ลดอัตราดอกเบี้ยลง ด้วยความหวังว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ แต่กลับกลายว่าสิ่งนี้เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ขณะที่สงครามรัสเซียในยูเครนเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ตุรกีเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น
ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาประธานาธิบดี เรเซป เทย์ยิป เออร์โดอัน ประกาศลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในสินค้าที่จำเป็นหลายอย่างเช่น ผงซักฟอก สบู่ กระดาษชำระ ผ้าเช็ดปาก และผ้าอ้อมเด็ก จาก 18 % เหลือ 8 % เพื่อช่วยพยุงค่าครองชีพให้กับประชาชน
ขณะเดียวกันรัฐบาลตุรกีได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 50.5 % เพื่อช่วยแรงงานรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น และเตรียมประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นครั้งที่สองของปีนี้ด้วย
ด้านนักเศรษฐศาสตร์ออกมาเตือนว่า มาตการควบคุมเงินเฟ้อด้วยการการขึ้นค่าแรงมหาศาลให้กับประชาชน ควรมาพร้อมกับการปรับขึ้นดอกเบี้ย หรือหาวิธีการอื่นๆที่ช่วยจำกัดการใช้จ่ายของภาครัฐด้วย
อย่างไรก็ตามประธานาธิบดี เรเซป เทย์ยิป เออร์โดอัน ยังคงยืนกรานว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำต่อไป เพราะอัตราดอกเบี้ยต่ำจะช่วยกระตุ้นภาคการผลิต พร้อมย้ำว่าปัญหาของตุรกีไม่ใช่เรื่องเงินเฟ้อ แต่เป็นเรื่องค่าครองชีพ