เจาะลึก “ปืนประดิษฐ์” จากคดี “อาเบะ” ปัญหาที่ไม่ว่าประเทศไหนก็แก้ไม่ได้

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เจาะลึก “ปืนประดิษฐ์” และ “กฎหมายควบคุมปืน” จากกรณีอดีตนายกญี่ปุ่นถูกลอบยิง ญี่ปุ่นยังเข้มงวดไม่พอ หรือปัญหาอยู่ที่อื่นกันแน่?

เหตุลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ ด้วยอาวุธ “ปืนประดิษฐ์” เผยให้เห็นช่องโหว่ในกฎหมายควบคุมอาวุธปืนของญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีกฎหมายควบคุมปืนเข้มงวด และเป็นหนึ่งในชาติที่มีประชากรครอบครองปืนน้อยที่สุดในโลก

กฎหมายอาวุธของญี่ปุ่นระบุว่า “ไม่มีใครสามารถครอบครองอาวุธปืนหรืออาวุธดาบได้” และมีข้อยกเว้นให้ครอบครองปืนได้น้อยมาก เช่น พลเมืองอาจได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนสำหรับกีฬาและล่าสัตว์ แต่ต้องผ่านขั้นตอนการออกใบอนุญาตที่ใช้เวลานาน

มือยิง “ชินโซ อาเบะ” เผยแรงจูงใจไม่เกี่ยวข้องกับความเห็นทางการเมือง

ครอบครองปืนในญี่ปุ่น ยากมาก?

ในกระบวนการขอใบอนุญาตครอบครองปืน ผู้ขอจะต้องผ่านการทดสอบยิงปืนด้วยคะแนนอย่างน้อย 95% ต้องผ่านการประเมินสุขภาพจิตที่โรงพยาบาล และต้องมีการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด รวมถึงสัมภาษณ์ครอบครัวและเพื่อนที่ใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ขอมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะครอบครองปืน

เมื่อขอใบอนุญาตครอบครองปืนมาได้ มันจะมีอายุเพียง 3 ปีเท่านั้น หลังใบอนุญาตหมดอายุ จะต้องผ่านการทดสอบแบบเดิมเพื่อขอรับใบอนุญาตซ้ำ

ย้อนเหตุสังหาร อดีตนายกฯญี่ปุ่น "ชินโซ อาเบะ"

ประวัติ ชินโซ อาเบะ ผู้ครองตำแหน่งนายกญี่ปุ่นยาวนานที่สุด

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มี “โครงการรับซื้อปืนคืน” เป็นประเทศแรก ๆ ของโลก โดยมีมาตั้งแต่ปี 1685 หรือ 300 กว่าปีมาแล้ว และเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายเกี่ยวกับปืนในโลก

ญี่ปุ่นยังเข้มงวดเรื่องการนำเข้าอาวุธต่าง ๆ จากต่างประเทศเช่นกัน ดังนั้น การจะเป็นเจ้าของปืนในญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก ประชากรญี่ปุ่นมีอัตราการครอบครองปืนอยู่ที่ 1 คนใน 330 คนเท่านั้น น้อยกว่าอัตราครองปืนของชาวอเมริกันถึง 400 เท่า (ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 7 คน มากกว่าญี่ปุ่นประมาณ 50 เท่า)

นอกจากนี้ กฎหมายญี่ปุ่นยังกำหนดว่า แต่ละจังหวัดในประเทศญี่ปุ่นสามารถเปิดร้านขายปืนได้ทั้งหมด 3 ร้านเท่านั้น ตลับกระสุนปืนใหม่สามารถซื้อได้หลังจากเปลี่ยนนำตลับกระสุนที่ใช้แล้วมาแลกเท่านั้น นอกจากนี้ หากเจ้าของปืนเสียชีวิต ญาติต้องมอบอาวุธปืนคืนให้กับร้านขายปืนหรือภาครัฐ ส่วนตำรวจที่ไม่ได้กำลังปฏิบัติงานก็ไม่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธด้วย

จากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นได้ชัดว่า การครอบครองปืนเป็นเรื่องที่ยากมากในญี่ปุ่น ส่งผลให้อาชญากรรมที่เกิดจากปืนก็มีน้อยตามไปด้วยเช่นกัน โดยเหตุรุนแรงในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเกิดจากอาวุธมีดหรือการเผามากกว่า หากมีการใช้อาวุธปืน กรณีส่วนใหญ่จะประเมินว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้าย

เฉพาะปีที่แล้ว ญี่ปุ่นมีความรุนแรงที่เกิดจากปืนเพียง 10 คดีเท่านั้นตลอดทั้งปี มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดทั้งสิ้นเพียง 1 ราย และ 8 คดีในนั้นเกิดจากการปะทะกันระหว่างแก๊ง

ปืนประดิษฐ์ ช่องว่างที่คุมไม่ได้

สำหรับช่องโหว่ของกฎหมายญี่ปุ่นที่เหริ่นไว้ข้างต้นนั้น เพราะยังไม่ครอบคลุมเรื่องของปืนประดิษฐ์ โดยปืนประดิษฐ์ที่ ยามากามิ เท็ตสึยะ ผู้ก่อเหตุยิงอาเบะใช้ เป็นปืนที่ทำจากของใช้ที่พบเห็นได้ตามร้านค้าทั่วไป คือ ไม้ ท่อประปา เทปกาว สายไฟ แบตเตอรี่ ซึ่งล้วนเป็นของที่สามารถหาซื้อได้ง่าย และไม่สามารถควบคุมการซื้อขายเข้มงวดได้ เพราะยากจะพิสูจน์ทราบว่า คนซื้อซื้อไปใช้งานตามจุดประสงค์ดั้งเดิมของมัน หรือนำมันมาดัดแปลงเป็นอาวุธร้ายแรง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ขณะนี้ ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับงานที่ยากลำบากในการควบคุมการครอบครองปืนจากการที่ผู้คนสามารถซื้อวัสดุและชิ้นส่วนที่สามารถแปลงเป็นปืนได้ง่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต

ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเคยพบเหตุการณ์เกี่ยวกับปืนประดิษฐ์มาก่อนแล้วในปี 2018 พนักงานบริษัทรายหนึ่งถูกตำรวจจังหวัดเฮียวโงะจับกุมฐานผลิตปืนพกและกระสุน 139 นัดที่บ้าน

ผู้ก่อเหตุกล่าวว่า “ผมเห็นวิธีทำปืนในเว็บไซต์วิดีโอ และทำขึ้นเพื่อเป็นของสะสมและตกแต่งบ้าน” เชื่อว่า เขาซื้อแผ่นเหล็กและวัสดุอื่น ๆ ทางออนไลน์ โดยขอให้ผู้รับเหมาแปรรูปเหล็กออกมาเป็นชิ้นส่วน และนำมาประกอบเป็นปืนพกเอง

ในปีเดียวกัน นักศึกษามหาวิทยาลัยในเมืองนาโกยะ ตอนกลางของญี่ปุ่น ถูกจับในข้อหาผลิตระเบิดประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังพบปืนที่สร้างจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติอีกด้วย

เนื่องจากชิ้นส่วนและวิธีการสร้างปืนทำเองสามารถหาได้ง่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ตและร้านค้า จึงทำให้ทางการยากที่จะติดตามและควบคุมปืนเหล่านี้

ในความเป็นจริง หากญี่ปุ่นมีวิธี ก็น่าจะสามารถออกกฎหมายควบคุมปืนหรืออาวุธประดิษฐ์ได้ตั้งแต่ปี 2018 ที่มีคดีเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดคดีลอบสังหารอาเบะ จึงพอจะอนุมานได้ว่า ญี่ปุ่นน่าจะยังไม่พบทางออกในการควบคุมปัญหาอาวุธปืนประดิษฐ์

ในสหรัฐฯ ซึ่งนิยามปืนที่ผลิตขึ้นจากการประกอบชิ้นส่วนที่ซื้อทางออนไลน์หรือใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติว่าเป็น “ปืนผี” และมีหลายกรณีที่มีคนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากปืนประดิษฐ์เหล่านี้ เมื่อเดือน เม.ย. รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งประกาศกฎระเบียบใหม่ เช่น กำหนดให้มีการตรวจสอบประวัติลูกค้าที่มาซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่อาจนำไปผลิตปืนได้ ซึ่งนี่ก็อาจเป็นแนวทางที่ญี่ปุ่นอาจลองนำไปประยุกต์ใช้

เอ็น.อาร์. เจนเซน-โจนส์ ผู้อำนวยการ Armament Research Services บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนอาวุธ กล่าวว่า จากข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า กระสุนที่ยามากามิใช้เป็นกระสุนชนิดใด แต่คาดว่าน่าจะเป็น “กระสุนแยกบรรจุ (Separate-Loading Ammunition)” ซึ่งจะเป็นคำตอบว่า ทำไมอาเบะถึงมีแผล 2 จุด บริเวณหน้าอกและลำคอ ทั้งที่กระสุนนัดแรกพลาดเป้าไปและมีเพียงกระสุนนัดสองเท่านั้นที่โดนอาเบะ

“กระสุนปืนแบบธรรมดาถูกควบคุมอย่างเข้มงวดในญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้ ผู้โจมตีจึงมีแนวโน้มว่าจะถูกบังคับให้หันไปใช้อาวุธที่สามารถยิงกระสุนประเภทอื่นได้ ... สิ่งนี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่าอาจมีการเลือกกระสุนบรรจุแยกต่างหาก ส่วนหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมทางกฎหมายเหล่านี้” เจนเซนโจนส์กล่าว

เขาเสริมว่า “กฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนในญี่ปุ่นนั้นเข้มงวดมาก ดังนั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่น่าจะเป็นอาวุธประดิษฐ์ที่บรรจุกระสุนได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความพยายามในการควบคุมอาวุธปืน แต่อาจต้องรวมถึงการควบคุมกระสุนอย่างเข้มงวดในญี่ปุ่นด้วย”

ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า กระสุนปืนที่มือยิงอาเบะใช้ก่อเหตุนั้น เป็นกระสุนที่ประดิษฐืเองด้วยหรือไม่

เสี่ยงเกิดอาชญากรรมเลียนแบบ

ด้าน โอซานาอิ ฮิเดโตะ ผู้บริหารระดับสูงของสมาคมบอดี้การ์ดนานาชาติในญี่ปุ่น กังวลว่า ผู้คนจำนวนมากขึ้นอาจริลองใช้ปืนประดิษฐ์แบบเดียวกับที่ใช้ในการลอบสังหารอาเบะเพื่อก่อ “อาชญากรรมเลียนแบบ”

เขายังสังเกตเห็นแนวโน้มของคนที่หันไปก่ออาชญากรรมแบบสุ่ม โดยมุ่งเป้าไปที่การทำร้ายเหยื่อแบบไม่เลือกหน้า “ต้องยอมรับว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่นทำให้บางคนยากที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระ และเกิดความเครียดความกดดันอย่างมาก หากพวกเขาโทษตัวเอง มันจะเกิดการฆ่าตัวตาย แต่หากพวกเขาตำหนิผู้อื่น พวกเขาก็จะหันไปก่ออาชญากรรมแบบไม่เลือกหน้า”

ฟุคุดะ มิทสึรุ ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายและความรุนแรงเกี่ยวกับปืน กล่าวว่า “แม้ว่าจะตรวจไม่พบ แต่ก็มีหลายคนในญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าของปืนลมและปืนจำลองที่ได้รับการดัดแปลงอย่างผิดกฎหมายเพื่อให้มีอำนาจการทำลายมากขึ้น ... มีแนวโน้มว่าจะมีผู้คนทำปืนของตัวเองโดยใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ แม้ว่าจะยังไม่แพร่หลายมากนัก”

ฟุคุดะเสริมว่า เครื่องพิมพ์ 3 มิติและความรู้ที่จำเป็นในการผลิตอาวุธปืนประดิษฐ์สามารถเพิ่มโอกาสที่เหตุการณ์ที่คล้ายกันจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

“เมื่อเกิดเหตุการณ์ขนาดนี้ ผู้คนอาจได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่พวกเขาเห็นในสื่อ อาจมีคนที่พยายามเลียนแบบผู้ก่อเหตุ โดยประดิษฐ์อาวุธทำเองเพื่อก่ออาชญากรรมที่เรียกว่า 'อาชญากรรมเลียนแบบ'”

โดยส่วนใหญ่ ต้องถือว่ากฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดของญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการจำกัดจำนวนผู้เสียชีวิตและการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน

อย่างไรก็ตาม ยามากามิหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเหล่านั้นด้วยการผลิตอาวุธทำเองที่ใช้กระสุนแยกบรรจุ และนำวัสดุที่มีทั่วไปในร้านค้ามาสร้างอาวุธขั้นพื้นฐาน ซึ่งชี้ชัดว่า ท้ายที่สุดแล้ว เหตุรุนแรงจากปืนไม่สามารถขจัดให้หายไปจากญี่ปุ่นได้ผ่านกฎหมายจำกัดอาวุธปืนเพียงอย่างเดียว

กฎหมายคุมปืนญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ?

ท่ามกลางกระแสว่า กฎหมายและมาตรการของญี่ปุ่นไม่สามารถควบคุมอาวุธปืนประดิษฐ์ได้ ผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มหนึ่งมองว่า การที่ผู้ก่อเหตุถูกบีบให้ต้องหันไปใช้ปืนประดิษฐ์เป็นการสะท้อนความสำเร็จของกฎหายคุมปืนญี่ปุ่นต่างหาก

ผู้เชี่ยวชาญที่วิจัยกฎหมายปืนเน้นว่า แม้แต่มาตรการที่เข้มงวดที่สุดก็ไม่สามารถ-ขจัดความสามารถของมนุษย์ในการใช้ความรุนแรงออกไปได้อย่างหมดจด ในทางกลับกัน กฎหมายหรือข้อจำกัด หากประสบความสำเร็จ จะสามารถลดความรุนแรงและสร้างอุปสรรคไม่ให้ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

จากกรณีของยามากามิเห็นได้ชัดว่า ต้องหันไปใช้อาวุธทำมือแบบดิบ ๆ ที่ทำด้วยท่อประปา เทป และสายไฟ อาวุธดังกล่าวสามารถสร้างขึ้นได้จากวัสดุในร้านค้าทั่วไป ทำให้ไม่สามารถติดตามหรือป้องกันได้

ความสามารถของผู้ก่อเหตุในการสร้างและใช้ปืนประดิษฐ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การจำกัดการใช้ปืนไม่สามารถขจัดความรุนแรงออกจากสังคมได้อย่างสมบูรณ์ และแสดงให้เห็นว่า มาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทำให้ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นได้ยากขึ้นและเป็นอันตรายถึงชีวิตน้อยลง

ดังนั้นอีกหนี่งปัจจัยที่อาจต้องคำนึงถึงในบริบทของญี่ปุ่น คือเรื่องของการคุ้มกันบุคคลสำคัญที่อาจหย่อนยานและไม่รัดกุมมากพอ

ซาซากิ ยาสุฮิโระ ประธานบริษัท Safety-Pro บริษัทรักษาความปลอดภัยในโตเกียว กล่าวว่า “คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหมือนอยู่ในภาวะหลับใหล”

ซาซากิบอกว่าเขาไม่อยากเชื่อเลยว่าจะไม่มีใครเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องอาเบะในช่วงเวลาระหว่างการยิงครั้งแรกและครั้งที่สอง เขาบอกว่า ผู้คุ้มกันควรดึงออกจากจุดเสี่ยง ที่สำคัญกว่านั้น เขาสงสัยว่า ทำไมผู้คุ้มกันถึงไม่รู้ตัวว่ามีคนต้องสงสัยกำลังเดินเข้ามา และดึงอาวุธอะไรบ้างอย่างออกมาจากกระเป๋า

ดังนั้นที่สุดแล้ว เรื่องของการควบคุมอาวุธประดิษฐ์จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะหากจะคุมให้ได้ ก็จะต้องเข้มงวดการซื้อท่อประปา เทปกาว สายไฟ ซึ่งเป็นของที่จำเป็นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างนั้นหรือ ในขณะที่เครื่องพิมพ์ 3 มิติเอง ก็มีประโยชน์ในตัวของมันเองพอ ๆ กับโทษ การจะควบคุมการครอบครองเครื่องพิมพ์จึงเป็นไปได้ยาก

โจทย์สำคัญของญี่ปุ่นและทั่วโลกตอนนี้คือ ภายใต้กฎหมายที่เข้มงวดแต่ยังมีช่องว่างอยู่นี้ มาตรการหรือแนวปฏิบัติใดบ้างที่ควรถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกไม่ว่ากับคนสำคัญของประเทศ หรือคนธรรมดาสามัญทั่วไปตามท้องถนน

เรียบเรียงจาก AP / Japan Times / New York Times / Nikkei Asia

ภาพจาก Kyodo News

รอชม! ภาพถ่ายอวกาศชัดที่สุดในประวัติศาสตร์จาก “เจมส์ เว็บบ์”

รัสเซียโจมตีอะพาร์ตเมนต์ในยูเครนตะวันออก พลเรือนดับ 15 ราย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ