วันที่ 15 สิงหาคมมีความหมายและให้ความรู้สึกแก่ผู้คนแตกต่างกันไป สำหรับคนกลุ่มนี้ พวกเขาดีใจที่วันเวลาเวียนมาบรรจบครบรอบหนึ่งปี ที่กรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน กลุ่มผู้สนับสนุนตาลีบันออกมารวมตัวกันประกาศความยินดี
รัฐบาลตาลีบันกำหนดให้วันนี้ วันที่ 15 สิงหาคม เป็นวันหยุดแห่งชาติ เนื่องจากมีความสำคัญในฐานะ "ชัยชนะของสงครามจีฮัดต่อสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร"
นอกเหนือจากกลุ่มผู้สนับสนุนที่ออกมาประกาศศักดาแล้ว บรรยากาศทั่วไปในกรุงคาบูลแทบไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าเป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่ตาลีบันยึดครองประเทศได้
ผู้คนออกมาทำงาน จับจ่ายซื้อของกันตามปกติ รถราวิ่งกันขวักไขว่ โดยมีทหารของกลุ่มตาลีบันยืนประจำการตามจุดต่างๆ แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ส่วนสนามบินที่เคยวุ่นวายจากเหตุการณ์ผู้คนแย่งกันอพยพ วันนี้เปิดทำการตามปกติ
อย่างไรก็ตามลึกลงไปในชีวิตประจำวันของผู้คน หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก และไม่ใช่ในทางที่ดีขึ้น
เริ่มต้นที่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มตาลีบัน ทหารเหล่านี้เคยจับอาวุธปืน ใช้ชีวิตเพียงเพื่อการต่อสู้มาโดยตลอด แต่หลังจากกลุ่มตาลีบันยึดทั้งประเทศได้ในวันที่ 15 สิงหาคม ปี 2021 พวกเขาก็ค่อยๆ วางอาวุธลง
จากที่เคยครุ่นคิดแต่แผนการโจมตี มาวันนี้ทหารตาลีบันที่ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มใช้เวลาไปกับการเรียนหนังสือแทน เช่น วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาคอมพิวเตอร์
พวกเขาให้เหตุผลว่า เพราะทุกวันนี้อัฟกานิสถานสงบขึ้นแล้ว หลายคนจึงมีโอกาสได้ศึกษาต่อ หลังจากที่หยุดไปหลายปีเพราะมัวแต่ต่อสู้กับรัฐบาลอัฟกันชุดก่อนที่นำโดย อัชราฟ กานี
ที่ผ่านมารัฐบาลตาลีบันมักระบุว่า หลังการขึ้นปกครองของพวกเขา อัฟกานิสถานปลอดภัยขึ้นมาก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่สหรัฐฯ เคยเข้ามาประจำการที่ในตอนนั้นมีเหตุโจมตีแทบจะรายวัน
ภายใต้การปกครองของตาลีบัน พวกเขาให้คำมั่นสัญญาหลายประการ เช่น จะให้เสรีภาพสื่อในการแสดงออก ให้เสรีภาพผู้หญิงในการเรียนและทำงานภายใต้กฎอิสลาม จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศนี้ และไม่ให้อัฟกานิสถานกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มก่อการร้าย รวมถึงจะขจัดปัญหายาเสพติดให้หมดไป
ส่วนใหญ่ของคำสัญญายังไม่เกิดขึ้น มีเพียงด้านความมั่นคงปลอดภัยเท่านั้นที่ตาลีบันพอจะสร้างขึ้นมาได้ ดังจะเห็นได้จากการจัดตั้งจุดตรวจมากมายในกรุงคาบูล รวมถึงการออกบทลงโทษที่เข้มงวดแก่ผู้ที่ก่ออาชญากรรม เช่น ก่อนหน้านั้นตาลีบันเคยแขวนคออาชญากรประจานกลางถนนมาแล้วในช่วงที่ขึ้นสู่อำนาจใหม่ๆ
นอกเหนือจากกรุงคาบูลที่มีทหารตาลีบันติดอาวุธคอยตรวจตราตามจุดต่างๆ แล้ว บางพื้นที่อย่างจังหวัดปัญจ์ชีร์ ชาวบ้านที่สนับสนุนตาลีบันระบุว่า ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาสถานการณ์ที่นี่ดีขึ้นมาก เหตุโจมตีมีน้อยลง และผู้คนที่เคยอพยพหนีความรุนแรงไปยังจังหวัดอื่นก็เริ่มทยอยกลับมายังบ้านเกิด
อย่างไรก็ตามความปลอดภัยที่ตาลีบันกล่างอ้างว่ามั่นคงขึ้นนั้นสวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของผู้คนที่ย่ำแย่ลง
สาเหตุมาจากสถานะของรัฐบาลตาลีบันที่ขึ้นสู่อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมส่งผลให้อัฟกานิสถานถูกนานาชาติคว่ำบาตรทางการค้าและตัดเงินทุนช่วยเหลือในด้านต่างๆ
อัฟกานิสถานที่เดิมต้องพึ่งพา ความช่วยเหลือจากนานาชาติในการขับเคลื่อนประเทศอยู่แล้วเผชิญกับความโดดเดี่ยว อีกทั้งยังถูกแช่แข็งทรัพย์สินของธนาคารกลางที่คาดกันว่ามีราว 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ปัญหาที่ตามมาคือ วิกฤตเงินเฟ้อ ข้าวของขาดแคลน อาหารหายาก ผู้คนอดอยาก ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์หร่อยหรอจนมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ
นานาชาติตั้งเงื่อนไขว่า จะกลับมาให้ความช่วยเหลือก็ต่อเมื่อตาลีบันแสดงสัญญาณว่าจะยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้คน รวมถึงเปิดเสรีภาพให้ผู้หญิง แต่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาความเปลี่ยนแปลงยังไม่เกิดขึ้น อัฟกานิสถานในภาพรวมจึงยิ่งดิ่งลงเรื่อยๆ
สหประชาชาติประเมินว่า หนึ่งปีที่ผ่านมาหลังตาลีบันขึ้นปกครองคาดว่าชาวอัฟกันมากถึง 25 ล้านคนจากทั้งประเทศที่มี 39 ล้านคนกำลังมีชีวิตอยู่กับความยากจน และในปีนี้ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง งานอีกราว 900,000 ตำแหน่งจะหายไป
นั่นหมายความว่าจำนวนคนตกงานในอัฟกานิสถานจะยิ่งเพิ่มขึ้น และจำนวนคนจนก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ภาพสะท้อนความเป็นจริงที่ดีที่สุดว่าขณะนี้สังคมอัฟกานิสถานกำลังขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนักคือ ระบบสาธารณสุข
ตามคลีนิกและโรงพยาบาลต่างๆ เต็มไปด้วยผู้ป่วยเด็กที่กำลังขาดสารอาหาร รายงานจากแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พวกเขาไม่เคยเห็นจำนวนของผู้ป่วยเด็กที่มากมายขนาดนี้มาก่อน
อีกภาพสะท้อนหนึ่งของปัญหาขาดแคลนทรัพยากรคือการที่โรงพยาบาลต้องเลือกรักษาผู้ป่วยอาการหนักเท่านั้น เนื่องจากไม่มียาและเจ้าหน้าที่เพียงพอ
ตัวอย่างจากโรงพยาบาลหนึ่งในเขตมูซา คาลา ของจังหวัดเฮลมันด์ เมื่อเเดือนที่ผ่ามาเกิดวิกฤตอหิวาตกโรคส่งผลให้จำนวนคนที่มาโรงพยาบาลนั้นล้นทะลักเกินรับมือ
เมื่อรวมเข้ากับวิกฤตข้าวยากหมากแพง จึงมีเสียงโอดครวญจากชาวบ้านว่า ชีวิตที่เป็นอยู่นั้นภายใต้การปกครองของตาลีบัน คุณภาพชีวิตของผู้คนย่ำแย่ลง