เมื่อวานนี้ ( 24 ส.ค.)ซึ่งเป็นวันที่ชาวยูเครนเฉลิมฉลองเอกราชปีที่ 31 แต่ทางรัสเซียไม่หยุดการโจมตีและยิงขีปนาวุธใส่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งในเมืองชาปลีน ในแคว้นดนีโปรเปรตรอฟสก์ ทางภาคตะวันออกของยูเครน
เจ้าหน้าที่ระบุว่า รัสเซียได้ยิงจรวดหลายลูกใส่รถไฟขบวนหนึ่ง ส่งผลให้ตู้รถไฟ 4 ตู้ ได้รับความเสียหายและเกิดเพลิงลุกไหม้
นอกจากนี้ ขีปนาวุธบางลูกยังตกใส่บ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 25 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 50 ราย และในบรรดาผู้เสียชีวิตมีเด็กอายุ 11 ขวบรวมอยู่ด้วย
ครอบครัวของเด็กเล่าว่า เหตุการณ์โจมตีเกิดขึ้นประมาณ 13-14 นาที เด็กชายซึ่งอยู่ในบ้านเสียชีวิตเกือบจะทันทีจากแรงระเบิด
หลังจากที่เกิดเหตุโจมตีสถานีรถไฟ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครนก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ระหว่างที่หารืออยู่กับที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่ชาปลีนสร้างความสะเทือนใจให้กับยูเครนมากและรัสเซียจะต้องชดใช้กับสิ่งที่ทำลงไป
การรุกรานผ่านมาแล้ว 6 เดือน เมื่อวานนี้องค์การสหประชาชาติได้เปิดเผยตัวเลขความสูญเสียของยูเครน นับตั้งแต่กองทัพรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ มีพลเรือนยูเครนเสียชีวิตไปแล้ว 5,587 ราย และบาดเจ็บ 7,890 คน
อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาติและองค์การอื่น ๆ คาดการณ์ว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้อีกหลายเท่า
ส่วนผู้ลี้ภัยออกนอกประเทศมีจำนวนประมาณ 11 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งหมด 44 ล้านคน และมีประชากรอีกประมาณ 6 ล้าน 6 แสนคน ที่กลายเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศ
ขณะที่ตัวเลขความสูญเสียของทหารทั้งฝั่งรัสเซียและยูเครนยังคงมีการเปิดเผยในระดับที่จำกัด ผู้บัญชาการกองทัพยูเครนระบุว่า นับตั้งแต่เกิดการสู้รบกับรัสเซีย มีทหารยูเครนเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 9,000 นาย
ส่วนความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับกองทัพรัสเซีย แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจากทางการรัสเซีย แต่ฝ่ายยูเครนประเมินว่าตัวเลขของทหารรัสเซียที่เสียชีวิตน่าจะอยู่ที่ประมาณ 45,000 นาย ซึ่งมากกว่าจำนวนทหารสหภาพโซเวียตที่เสียชีวิตตลอดสงคราม 10 ปีในอัฟกานิสถาน
สงครามที่เกิดขึ้นในยูเครนสร้างความเสียหายมากมายมหาศาล ไม่ใช่แค่กับทั้งคู่กรณีอย่างรัสเซียและยูเครน แต่ยังรวมไปถึงทุกประเทศในโลก เนื่องจากสงครามในยูเครนไม่ได้สู้กันแค่กำลังทางการทหาร แต่สู้กันด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจด้วย
ทำให้เมื่อคืนที่ผ่านมาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ต้องเปิดประชุมเพื่อหารือเรื่องสงครามที่เกิดขึ้นในยูเครน
โดยในที่ประชุม โรสแมรี ดิคาร์โล เจ้าหน้าที่จากกรมกิจการเมืองและการสร้างสันติภาพแห่งสหประชาชาติ ได้พูดถึงฉากทัศน์ของสงครามหลังผ่านไป 6 เดือนว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณสงครามยูเครนจะยุติลงแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ในที่ประชุม อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติได้กล่าวแสดงความเป็นห่วงกับสถานการณ์รอบๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซาโปริซเซียที่กำลังกลายเป็นพื้นที่การสู้รบ
นอกเหนือจากเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่กำลังถูกจับตามองคือ การปฏิบัติของรัสเซียต่อเชลยสงคราม โดยเฉพาะกับนักรบอาซอฟ หลังสำนักข่าวรัสเซียรายงานว่า รัฐบาลรัสเซียกำลังเตรียมนำนักรบอาซอฟขึ้นพิจารณาคดีที่ศาลพิเศษในเมืองมาริอูปอล
ภาพของพื้นที่ที่คาดว่าจะถูกใช้เป็นที่คุมขังบรรดาเชลยสงคราม จากภาพจะเห็นว่า สถานที่ดังกล่าวมีสภาพเหมือนกรงขังสัตว์ตามสวนสัตว์
ซึ่งทางยูเอ็นออกมาบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิงเพราะเป็นการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เมื่อคืนที่ผ่านมา เซอร์กี คิสลิตสยา เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรยูเครนประจำสหประชาชาติ ได้ออกมาวิจารณ์รัสเซียในเรื่องนี้
โดยระบุว่า นี่คือการทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำของรัสเซียเช่นนี้เป็นความจงใจในการเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนกับรัสเซียไปถึงจุดที่ไม่สามารถเปิดเจรจาสันติภาพได้อีกต่อไป
การพิจารณาคดีจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วัน แล้วนักรบอาซอฟคือใครและมีความสำคัญอย่างไร
กองพันอาซอฟก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่รัสเซียเข้าผนวกไครเมีย และทำให้ผู้คนที่นั่นหวาดหวั่นใจและจัดตั้งกองกำลังกึ่งทหารขึ้นมาภายใต้ชื่อว่า กองพันอาซอฟ (Azov Battalion)
หลังจากนั้นไม่นานในแคว้นโดนเนตสก์และลูฮันสก์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากจากมาริอูปอลก็เกิดกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซึ่งมีรัสเซียหนุนหลัง ทำให้รัฐบาลส่งกองพันอาซอฟเข้าไปรบกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนดังกล่าว
ต่อมาในปลายปี 2014 กองกำลังกึ่งทหารนี้ก็ถูกทำให้มีความชอบธรรมทางกฎหมาย หลังรัฐบาลยูเครนรวมกองกำลังนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ และสมาชิกทั้งหมดได้รับเงินเดือนเหมือนทหารประจำการทั่วไป
ผ่านไป 8 ปี นักรบอาซอฟกลายเป็นผู้พิทักษ์ของมาริอูปอล หลังกองพันอาซอฟพยายามต่อต้านรัสเซีย และเป็นกำลังชุดสุดท้ายที่ยืนหยัดต่อสู้กับรัสเซียในปราการด่านสุดท้ายของมาริอูปอล อย่างโรงงานอาซอฟสตอล
พวกเขาซ่อนตัวอยู่ภายในระบบอุโมงค์ที่ซับซ้อนของโรงงาน ยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพรัสเซียที่ล้อมอยู่ถึง 82 วัน ก่อนที่รัฐบาลยูเครนจะมีคำสั่งให้วางอาวุธเพื่อรักษาชีวิตของพวกเขา และนักรบอาซอฟหลายร้อยคนก็ถูกรัสเซียควบคุมตัวไว้ในฐานะเชลยสงคราม ถือเป็นการปิดฉากการต่อสู้ในสมรภูมิที่ดุเดือดและนองเลือดที่สุด
ในคราวนั้น มิคาโล โปโดลยัค ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครนบอกว่าการยืนหยัดของกองกำลังชุดนี้คือการเปลี่ยนทิศทางของสงคราม ที่ทำให้กองทัพยูเครนสามารถสู้ในแนวรบอื่นๆ ได้อย่างสมศักดิ์ศรี อย่างไรก็ดีไม่ใช่นักรบอาซอฟทุกคนที่ถูกรัสเซียจับกุม
เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบการประกาศเอกราชยูเครน มิกิตา นัดโตชี ผู้บัญชาการของกองพันอาซอฟ ได้ปล่อยคลิปวีดีโอที่ประกาศว่า ยังมีนักรบอาซอฟอีกจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะต่อสู้กับรัสเซียอย่างถึงที่สุด
สงครามยูเครนอาจยังไม่จบในเร็ววันนี้เมื่อดูจากท่าทีของฝั่งยูเครน ที่กองพันอาซอฟประกาศว่าพร้อมจะสู้ต่อ ในขณะที่ประธานาธิบดียูเครนก็ยืนยันว่าจะสู้ต่อจนกว่าจะชนะและจะไม่เจรจาสันติภาพ หากยูเครนจะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการเจรจา
เมื่อสงครามจะถูกลากยาวยาว อาวุธและเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาของแต่ละฝ่ายในสงคราม แต่สำหรับฝั่งยูเครนอาจจะสามารถสู้กับรัสเซียต่อได้ หลังจากที่หลายชาติยืนยันว่าจะช่วยเหลือยูเครนต่อไป โดยเฉพาะสหรัฐฯ
เมื่อวานนี้ โคลิน คาห์ล ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แถลงว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ จะมอบความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอีก 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 110,000 ล้านบาท ให้แก่ยูเครนเพื่อต่อสู้กับการรุกรานจากรัสเซีย
เขาระบุว่า ความช่วยเหลือทางทหารชุดใหม่ที่ให้แก่ยูเครนจะช่วยให้ยูเครนสามารถป้องกันตนเองได้ในระยะยาว ประกอบไปด้วยระบบป้องกันตนเองทางอากาศ ระบบปืนใหญ่ และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ รวมทั้งเรดาร์ต่าง ๆ เป็นต้น
ความช่วยเหลือชุดใหม่นี้ทำให้มูลค่าความช่วยเหลือทางทหารทั้งหมดที่สหรัฐฯ ให้กับยูเครนในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่น 6 ร้อยล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 แสน 8 หมื่นล้านบาทแล้ว
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมนอร์เวย์ประกาศว่า นอร์เวย์และอังกฤษได้ร่วมมือกันจัดส่งความช่วยเหลือให้แก่ยูเครนในรูปของโดรนขนาดเล็ก เพื่อใช้ในการลาดตระเวนและระบุตำแหน่งเป้าหมาย
รวมทั้งอุปกรณ์เคลื่อนที่ซึ่งช่วยให้ทหารยูเครนสามารถส่งคลื่นรบกวนโดรนของศัตรูโดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยปกป้องทรัพยากรสำคัญทางทหารของกองทัพยูเครน
นอกจากนี้ ยังมีการประกาศจากเออร์ซูลา ฟอน เดอ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป พร้อมด้วยเยนส์ สโตลเตนเบิร์ก องค์การสนธิสัญญาความมั่นคงแอตแลนติกเหนือหรือนาโตว่า ทั้งสององค์กรจะยืนเคียงข้างยูเครนอย่างมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่ายูเครนจะชนะในสงครามครั้งนี้