โรงไฟฟ้าซาโปริซเซีย ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป อยู่ภายใต้การยึดครองของกองกำลังรัสเซียตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม แต่ยังคงมีเจ้าหน้าที่ของยูเครนยังคงปฏิบัติงานอยู่ ขณะที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าทำการโจมตีใกล้กับโรงไฟฟ้าแห่งนี้
เอแนร์โฮอะตอม รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของยูเครน ระบุผ่านเทเลแกรมว่า ทหารรัสเซียยิงระเบิดตกในเขตโรงไฟฟ้าอีกครั้งในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยบริษัทกำลังตรวจสอบความเสียหาย
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของรัสเซีย ก็กล่าวหายูเครนว่ายังคงทำการก่อการร้ายด้วยนิวเคลียร์ โดยโจมตีใส่พื้นที่โรงไฟฟ้า 3 ครั้งในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า ข้อมูลการแผ่รังสีที่โรงไฟฟ้าซาโปริซเซียยังเป็นปกติ
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนเตือนว่าสถานการณ์ของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ยังคงมีความเสี่ยงสูงและเป็นอันตราย หลังเตาปฏิกรณ์ 2 เครื่อง จากทั้งหมด 6 เครื่องถูกตัดการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชั่วคราวเป็นครั้งแรก ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเกิดจากสายส่งที่ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้จากการโจมตีในพื้นที่
การขาดการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของเตาปฏิกรณ์นี้อาจทำให้ระบบหล่อเย็นไม่ทำงาน จนเกิดการหลอมละลายของนิวเคลียร์ และนำไปสู่อุบัติภัยครั้งใหญ่เหมือนที่เคยเกิดกับโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลเมื่อปี 1986 ได้
ท่ามกลางความกังวล ทางการยูเครนได้เริ่มแจกจ่ายไอโอดีนชนิดเม็ด ซึ่งช่วยป้องกันการดูดซับของกัมมันตรังสี ให้ประชาชนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในกรณีที่มีการรั่วไหลของรังสี
ขณะเดียวกัน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 ส.ค.) รัสเซียได้ใช้สิทธิ์ยับยั้งข้อตกลงร่างสุดท้ายในการประชุมทบทวนสนธิสัญญาปลดอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม โดยระบุว่า ร่างข้อตกลงดังกล่าวไม่มีความเป็นกลาง
ทุกๆ 5 ปี ภาคีสมาชิก 191 ชาติ จะประชุมทบทวนสนธิสัญญาปลดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ส่งเสริมการปลดอาวุธโดยสิ้นเชิง และส่งเสริมความร่วมมือในการใช้พลังงานนิวเคลียร์โดยสันติ
โดยในร่างข้อตกลงล่าสุดนี้ มีการแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกิจกรรมทางทหารรอบโรงไฟฟ้าของยูเครน รวมถึงโรงไฟฟ้าซาโปริซเซีย และการที่ยูเครนสูญเสียการควบคุมโรงไฟฟ้าเหล่านั้น รวมถึงผลกระทบต่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ ชาติภาคีสมาชิกยังหารือประเด็นสำคัญอื่นๆ ในการประชุมรอบล่าสุดด้วย เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
อีกความเคลื่อนไหวหนึ่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ มีแผนที่จะแต่งตั้งเอกอัครราชทูตผู้แทนพิเศษสำหรับภูมิภาคอาร์กติก เพื่อผลักดันนโยบายของสหรัฐฯ ในภูมิภาคดังกล่าว ท่ามกลางกิจกรรมทางทหารที่เพิ่มขึ้นของรัสเซีย และการสร้างสถานีวิจัยของจีนในแถบอาร์กติก
โดยทูตสหรัฐฯ ตำแหน่งใหม่นี้จะทำงานเชื่อมต่อกับ 7 ชาติอาร์กติก ได้แก่ แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และรัสเซีย รวมถึงกลุ่มชนพื้นเมืองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ซึ่งนายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ย้ำถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่งของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้
ทั้งนี้ คาดว่ารัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะประกาศชื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเร็วๆ นี้ ขณะที่การแต่งตั้งจะต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ออกมาเตือนถึงภัยคุกคามจากรัสเซียในแถบขั้วโลกเหนือ รวมถึงการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนเข้ามาในอาร์ติก