โรงไฟฟ้าซาโปริซเซียถูกโจมตี หวั่นเกิดหายนะนิวเคลียร์


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เข้าสู่วันที่ 166 ของสงครามในยูเครน ตอนนี้นอกจากการเผชิญหน้าในแนวรบด้านตะวันออกแล้ว อีกแนวรบสำคัญที่ต้องติดตามคือแนวรบทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่แคว้นซาโปริซเซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ล่าสุดมีสัญญาณว่า สถานการณ์ที่นี่รุนแรงขึ้นและอาจบานปลายเป็นวิกฤตจากนิวเคลียร์ได้

เมื่อวันศุกร์ผ่านมา โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครนได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่โรงไฟฟ้าซาโปริซเซียว่า สถานการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังรุนแรงขึ้น พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม

ในขณะที่เมื่อวานนี้ ด้านบริษัทเอเนียร์ กอ อะตอม (Energoatom) ซึ่งเป็นบริษัทที่กำกับดูแลกิจการของโรงงานนิวเคลียร์แห่งนี้ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของบริษัทว่า ขีปนาวุธที่รัสเซียโจมตีเมื่อสุดสัปดาห์ผ่านมา ได้ไปตกในพื้นที่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

สหรัฐฯเผย รัสเซียเตรียมผนวกดินแดนของยูเครน

รัสเซีย ขโมยเหล็กยูเครนกว่า 2,700 ตัน ขนลงเรือ

โดยพื้นที่ที่ขีปนาวุธไปตกนั้นอยู่ถัดจากพื้นที่ตั้งถังแห้ง ซึ่งเป็นที่บรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วถึง 174 ถัง และผลการโจมตีทำให้เครื่องตรวจจับรังสี 3 เครื่องได้รับความเสียหาย ซึ่งหากมีเหตุกัมมันตรังสีรั่วไหลหลังจากนี้ ทางโรงงานจะไม่สามารถทราบได้

และทางบริษัทระบุทิ้งท้ายไว้ว่า “ครั้งนี้เราหลีกเลี่ยงหายนะด้านนิวเคลียร์ได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่ปาฏิหาริย์เช่นนี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป” พร้อมทั้งขอร้องให้ทางรัสเซียถอนทหารออกจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ เพื่อป้องกันโลก จากหายนะนิวเคลียร์

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของทางรัสเซียที่ประจำอยู่ที่เมืองเอเนียร์กอดาร์ ซึ่งเมืองเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ออกมาแย้งว่า ฝ่ายยูเครนคือผู้โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ โดยใช้จรวดหลายลำกล้องรุ่นอูรากัน 220 มิลลิเมตร

ด้านอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ ออกมาเตือนขณะที่ไปเยือนกรุงโตเกียวเพื่อร่วมพิธีรำลึกวาระครบ 77 ปีการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโระชิมะเมื่อวานนี้ว่า การโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียเป็นการฆ่าตัวตาย

เหตุใดเลขาธิการใหญ่ยูเอ็นถึงบอกว่าการโจมตีโรงไฟฟ้าแห่งนี้คือการฆ่าตัวตาย คำตอบของเรื่องนี้มาจากสถานที่ตั้งและปริมาณการผลิตของที่นี่

หากโรงไฟฟ้าแห่งนี้เสียหายอย่างหนัก ยุโรปอาจพบกับหายนะนิวเคลียร์ครั้งใหญ่นับตั้งแต่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด

โรงไฟฟ้าซาโปริซเซียตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำดนีเปอร์ ที่เมืองเอเนียร์กอดาร์ ในแคว้นซาโปริซเซีย ซึ่งจากแผนที่จะเห็นได้ว่าบริเวณนี้เป็นสีแดง เนื่องจากรัสเซียยึดพื้นที่นี้ได้ตั้งแต่ปฏิบัติการเฟสแรกในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ที่นี่เป็นโรงฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและเป็น 1 ใน 10 โรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำความดันสูง 6 เครื่อง และหอหล่อเย็น 2 หอ ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 38,000 กิกะวัตต์ต่อปี

หลายฝ่ายเคยประเมินว่า หากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ถูกโจมตีจนได้รับความเสียหายอย่างหนักและเตาปฏิกรณ์หลอมละลาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าที่เชอร์โนบิล ในปี 1986 และโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ในปี 2011 จนอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดจบของยุโรป (The end of Europe) นอกจากประเด็นเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียแล้ว

สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน ประกอบกับความตึงเครียดในหลายพื้นที่ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นจะเป็นช่องแคบไต้หวัน อิสราเอล-อิหร่าน หรือคาบสมุทรเกาหลี

ทำให้เมื่อวานนี้ เลขาธิการใหญ่ของสหประชาชาติออกโรงเตือนโลกอีกครั้งว่า โลกอาจได้เห็นการเผชิญหน้าด้านนิวเคลียร์แบบในสมัยสงครามเย็นอีกครั้ง

นอกจากนี้ กูเตอร์เรสยังได้ขอความร่วมประเทศต่างๆ ให้ยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และหันมาร่วมมือกันสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความยากจนในระดับโลกแทน

อย่างไรก็ดี คำขอร้องของเลขาธิการยูเอ็นอาจไม่สามารถเป็นจริงได้ในเวลานี้ เพราะสงครามในยูเครนยังไม่มีแนวโน้มว่าจะจบในเร็ววัน

เนื่องจากทางรัสเซียมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะยึดพื้นที่ของยูเครนตั้งแต่ทางภาคตะวันออกถึงภาคใต้ ทำให้ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พื้นที่ทางภาคใต้ของยูเครน โดยเฉพาะที่เมืองมิโคลายิฟ ถูกโจมตีอย่างหนัก

เมื่อวานนี้ทางการยูเครนรายงานว่า รัสเซียได้โจมตีเขตอินกูลสกี ในแคว้นมิโคลายีฟ ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนเสียหายและเกิดเพลิงลุกไหม้จนเจ้าหน้าที่ของทางการต้องรีบเข้ามาฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สาเหตุที่รัสเซียโจมตีแคว้นมิโคลายิฟอย่างหนักเป็นเพราะที่นี่เป็นพื้นที่กันชนระหว่างแคว้นเคอร์ซอนที่รัสเซียยึดได้เกือบทั้งหมด กับแคว้นโอเดสซา ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลดำแห่งสุดท้ายของยูเครน

โดยหลังจากที่รัสเซียยึดพื้นที่ทั้งหมดได้ รัสเซียอาจจัดการทำประชามติในพื้นที่เหล่านั้น เพื่อแบ่งแยกดินแดนออกมา

อย่างไรก็ตามแผนดังกล่าวดูเหมือนจะไม่ง่าย เมื่อวันนี้ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนออกมาประกาศว่า ถ้ารัสเซียเปิดการทำประชามติแยกดินแดน ยูเครนจะไม่มีทางยอมและจะไม่เจรจาสันติภาพหรือสงบศึกใดๆ ทั้งสิ้น

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ติดตามข่าวจาก PPTV ได้ที่ Subscribe

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ