เคอร์ซอนเป็นเมืองท่าบนทะเลดำ อยู่เหนือขึ้นมาจากแหลมไครเมีย ทางทิศตะวันออกติดกับเมืองเมลิโตปอลและเชื่อมต่อกับเมืองมาริอูปอลของแคว้นซาโปริซเซีย
ส่วนทางด้านตะวันตกติดกับแคว้นมิโคลายิฟ ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านก่อนเข้าสู่เมืองท่าที่สำคัญที่สุดบนทะเลดำ นั่นคือ แคว้นโอเดสซา
ทั้งหมดนี้คือเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของยูเครน ที่รัสเซียตั้งเป้าจะยึดให้ได้ทั้งหมดเพื่อเชื่อมต่อเป็น Landbridge กับภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกที่ติดกับรัสเซีย
นี่คือความปรารถนาในการควบรวมเมืองท่าในทะเลดำทั้งหมดให้เข้ากับแผ่นดินใหญ่รัสเซียตามแนวคิดรัสเซียใหม่ (Novorossiya) อย่างไรก็ตาม ผ่านมา 7 เดือน รัสเซียยังไม่บรรลุเป้าหมายนี้ เพราะรัสเซียยึดได้แค่ มาริอูปอล เมลิโตปอล และบางส่วนของแคว้นเคอร์ซอน ส่วนมิโคลายิฟและโอเดสซา ทางยูเครนยังคงต้านกองทัพรัสเซียไว้ได้
นอกจากต้านทานรัสเซียไว้ ตอนนี้ยูเครนยังเริ่มตอบโต้กลับหรือที่เรียกว่า Counter Offinsive โดยผู้นำยูเครนประกาศชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าจะเอาแผ่นดินยูเครนทุกตารางนิ้วบริเวณนี้กลับมาให้ได้ รวมถึงแคว้นไครเมียที่รัสเซียผนวกไปเมื่อปี 2014 ด้วย
ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา ไครเมียถูกโจมตีบ่อยขึ้น หนักที่สุดคือการโจมตีฐานทัพอากาศซากีของรัสเซียเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาทำให้เครื่องบินรบเสียหายถึง 9 ลำ จากไครเมีย ตอนนี้ยูเครนเริ่มบั่นทอนกองกำลังรัสเซีย ที่ตรึงกำลังอยู่ในเมืองเคอร์ซอน
โดยเซอร์เก ข่าน รองผู้ว่าการและที่ปรึกษาผู้ว่าการแคว้นเคอร์ซอน รายงานเมื่อวานนี้ ( 29 ส.ค.) ว่า ทหารของยูเครนที่อยู่ในแคว้นเคอร์ซอน กำลังโต้กลับกองทัพรัสเซียอยู่ ผลของการโจมตีมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้
รองผู้ว่าการแคว้นเคอร์ซอนให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ตอนนี้การโต้กลับคืบหน้าไปถึงในจุดที่ยูเครนสามารถมองเห็นเครื่องบินรบของตนเองเหนือน่านฟ้าได้แล้ว ซึ่งหมายความว่ากองทัพยูเครนสามารถทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียได้แล้ว
หลังจากนี้ ยูเครนจะเริ่มปฏิบัติการโต้กลับเฟสแรกด้วยการโจมตีเส้นทางลำเลียงและขนส่งเสบียงของรัสเซียในแคว้นเคอร์ซอน เพื่อเป็นการตัดกำลังบำรุงกองทัพรัสเซียที่นั่น
นอกจากนี้รองผู้ว่าการแคว้นเคอร์ซอนเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ยูเครนจะเปิดปฏิบัติการโต้กลับและยึดคืนพื้นที่บริเวณฝั่งขวาของแคว้นก่อน เนื่องจากง่ายต่อการยึดพื้นที่คืนมากกว่าพื้นที่ฝั่งซ้ายที่ยูเครนต้องทำลายเส้นทางขนส่งต่างๆ ของรัสเซีย ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถือเป็นอุปสรรคสำหรับยูเครนในการเข้าถึงพื้นที่บริเวณดังกล่าวเช่นกัน
ด้านโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนก็ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ขณะรายงานสถานการณ์ประจำวันเช่นกันว่า ยูเครนจะกลับไปยึดทุกพื้นที่ที่เป็นของยูเครนคืนมาจากรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นที่คาร์คีฟหรือที่ภาคใต้
นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนยังระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ทหารรัสเซียที่ไม่อยากตายต้องหนีไป และถ้าหากหวาดกลัวเกินกว่าที่จะกลับไปรัสเซีย ก็ขอให้ยอมจำนน
ทหารรัสเซียคิดอย่างไร จะยอมจำนนหรือไม่ ไม่มีใครหยั่งความคิดได้ แต่ที่เห็นได้ชัดคือ ประธานาธิบดีเซเลนสกี มีท่าทีที่มั่นใจขึ้นกับการจัดการแนวรบด้านใต้
ซึ่งหลายฝ่ายระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รัสเซียจะไม่ปล่อยเมืองทางใต้ไปง่ายๆ โดยเฉพาะแคว้นไครเมีย
หลังมีสัญญาณว่ารัสเซียกำลังจะโจมตียูเครนกลับเช่นกัน เมื่อวานนี้ ภาพถ่ายทางดาวเทียมชุดหนึ่งจากบริษัท IMAGESAT INTERNATIONAL ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนของอิสราเอลเผยให้เห็นว่า รัสเซียได้เคลื่อนย้ายระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศรุ่นเอสสามร้อย (S-300) ออกจากเมืองมาสยาฟของประเทศซีเรีย ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
โดยภาพถ่ายชุดนี้ได้เปรียบเทียบตำแหน่งของระบบต่อต้านขีปนาวุธที่ประจำอยู่ที่เมืองมาสยาฟในเดือนเมษายน ก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ท่าเรือทาร์ทัสของซีเรีย เมื่อวันที่ 12 และ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา
หลังจากนั้น บริษัทดาวเทียมระบุว่า ระบบ S-300 ถูกย้ายไปไว้บนเรือที่มีชื่อว่าสปาร์ตา-สอง (Sparta II) ของรัสเซีย ก่อนที่จะเดินทางออกจากท่าเรือทาร์ทัสไปยังท่าเรือที่เมืองนาวารัสซีกสก์ของรัสเซียในวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา
หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการขนย้าย S-300 จากซีเรียครั้งนี้เป็นไปเพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมกำลังของรัสเซียในพื้นที่ภาคใต้ของยูเครน โดยเฉพาะที่แหลมไครเมีย
หลังจากที่รัสเซียถูกยูเครนโต้กลับและยึดพื้นที่คืน ผนวกกับการสูญเสียเครื่องบินรบถึง 9 ลำจากเหตุการณ์การระเบิดที่ฐานทัพอากาศซากีและที่คลังอาวุธที่เมืองดชานกี เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
นอกจากในแนวรบด้านใต้ที่แคว้นเคอร์ซอนและไครเมียแล้ว อีกพื้นที่หนึ่งที่มีความคืบหน้าคือ ที่โรงไฟฟ้าซาโปริซเซีย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
วันนี้ 30 ส.ค. ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA พร้อมด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญเดินทางถึงยูเครนแล้ว หลังจากที่เมื่อวาน IAEA ประกาศว่าจะส่งทีมงานไปลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย
ขณะเดียวกัน บริษัทแมกซาร์ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการภาพถ่ายทางดาวเทียมของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยภาพมุมสูงบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อวานนี้ ซึ่งเผยให้เห็นภาพกลุ่มควันจากการโจมตีพื้นที่รอบ ๆ โรงไฟฟ้า
นอกจากนี้ ภาพถ่ายชุดเดียวกันยังเผยให้เห็นภาพหลังคาของอาคารหลังหนึ่งที่ทะลุเป็นรู ซึ่งอาคารนี้ตั้งอยู่ใกล้กับอาคารที่เป็นที่ตั้งของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์
ภาพถ่ายนี้จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าผลของการโจมตีสร้างความเสียหายให้แก่โรงไฟฟ้าจริง และโรงไฟฟ้าแห่งนี้ควรได้รับการตรวจสอบ ตลอดจนประกาศให้เป็นเขตปลอดทหารเพื่อป้องกันหายนะที่จะเกิดจากนิวเคลียร์