รัสเซีย ขู่ มอลโดวา พร้อมปกป้อง“คนพูดรัสเซีย”ในมอลโดวา


โดย PPTV Online

เผยแพร่




สงครามในยูเครนดำเนินมา 194 วันแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็ววันตอนนี้แนวรบที่สำคัญคือ พื้นที่ทางภาคใต้ ฝ่ายยูเครนได้ตั้งแนวรบรับมือกับฝ่ายรัสเซียในพื้นที่ทางปีกตะวันออกแม่น้ำดนีเปอร์ในแคว้นเคอร์ซอน เพื่อให้ไม่รัสเซียสามารถรุกคืบไปยังสองแคว้นที่เหลืออย่าง แคว้นมิโคลายิฟและโอเดสซาได้

อย่างไรก็ดี เมื่อไม่กี่วันก่อนมีสัญญาณว่าสงครามในยูเครนอาจลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมอลโดวาได้ หลังจากที่สื่อยูเครนรายงานว่า รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้พูดถึงมอลโดวาขณะที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ

เมื่อวานนี้ ( 4 ก.ย.) ยูเครนเวิล์ด (UkraineWorld) สื่อของยูเครนได้รายงานโดยพาดหัวข่าวว่า รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศรัสเซียข่มขู่มอลโดวา อีกทั้งยังสัญญาว่าจะปกป้องประชากรที่พูดภาษารัสเซียในแคว้นทรานส์นีสเตรีย ของประเทศมอลโดวา

เงินยูโรร่วงต่ำสุดรอบ 20 ปีอีกครั้ง หลังรัสเซียหยุดส่งก๊าซ ผวาขาดแคลนพลังงาน

กองทัพยูเครน ประกาศยึดพื้นที่คืนบางแห่งได้แล้ว หลังเคยถูกรัสเซียควบคุม

โดยคำพูดดังกล่าวที่สื่อยูเครนนำมารายงานเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ได้ไปเข้าร่วมการประชุมด้านการศึกษาในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ซึ่งงานดังกล่าวเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เข้าฟังการแถลงของรัฐมนตรีด้วย

และในช่วงของการให้สัมภาษณ์ นักข่าวได้ถามคำถามกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเกี่ยวกับอนาคตของแคว้นทรานส์นีสเตรีย ซึ่งเป็นเขตการปกครองตนเองของมอลโดวาที่มีประชากรที่พูดภาษารัสเซียอาศัยอยู่

เซอร์เก ลาฟรอฟ ได้ตอบคำถามนี้ว่า รัสเซียมีความพร้อมที่จะทำ “ทุกทาง” เพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของคนที่พูดภาษารัสเซียในมอลโดวา รวมไปถึงอีกพื้นที่หนึ่งที่เรียกว่า “กาเกาเซีย (Gaguazia)” ด้วย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียยังเตือนผู้นำมอลโดวาเพิ่มเติมว่า รัสเซียหวังว่ามอลโดวาจะเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและไม่ตกเป็นเหยื่อของเกมทางภูมิศาสตร์การเมืองของชาติตะวันตก รวมทั้งจะคิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักด้วย

ฝ่ายชาติตะวันตกมองว่า ท่าทีและคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียครั้งนี้เป็นการข่มขู่มอลโดวา และทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าทั้งสองแคว้นนี้จะกลายเป็นจุดร้อนจุดต่อไปในระหว่างหรือหลังจากที่รัสเซียทำการรุกรานยูเครน

โดยสาเหตุที่จะทำให้แคว้นทรานส์นีสเตรียและกาเกาเซียกลายเป็นจุดร้อนใหม่เป็นเพราะทั้งสองแห่งเป็นเขตปกครองตนเองและมีกลุ่มคนที่พูดภาษารัสเซีย ตลอดจนฝักใฝ่รัสเซียอยู่ที่นี่จำนวนไม่น้อย เริ่มต้นที่แคว้นทรานส์นีสเตรีย

ทรานส์นีสเตรียเป็นพื้นที่ที่อยู่ทางภาคตะวันออกของมอลโดวาใกล้กับชายแดนยูเครน พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโรมาเนีย และถูกผนวกรวมกับสหภาพโซเวียตในปี 1940

หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 เกิดความขัดแย้งระหว่างมอลโดวาและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในทรานส์นีสเตรียที่เป็นสายโปรสหภาพโซเวียต ทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันที่นี่มีประชากรอาศัยอยู่ราว 470,000 คน ซึ่งมีเชื้อสายรัสเซีย ยูเครน และมอลโดวา และถูกปกครองโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนสายโปรโซเวียต-รัสเซียมาตั้งแต่ปี 1992 และตอนนี้มีกองกำลังรักษาสันติภาพของรัสเซียประจำการอยู่ราว 1,500 นาย

อย่างไรก็ดี นอกจากแคว้นทรานส์นีสเตรียแล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศยังพูดถึงชื่อของอีกพื้นที่หนึ่งคือ แคว้นกาเกาเซีย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียมีการพูดถึงชื่อพื้นที่นี้ออกมาเมื่อพูดถึงสถานการณ์ในประเทศมอลโดวา

แคว้นกาเกาเซีย หรือ เขตการปกครองตนเองกาเกาเซีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศมอลโดวาติดกับแคว้นโอเดสซาของยูเครน มีพื้นที่ราว 1,832 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 160,000 คน

ประชากรที่นี่ส่วนใหญ่มีเชื้อสายตุรกี สามารถพูดภาษาตุรกีและรัสเซียได้ รวมถึงนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์แบบรัสเซีย

โดยสาเหตุที่ทำให้ประชากรที่นี่มีลักษณะเฉพาะเป็นผลมาจากการแข่งขันกันระหว่างจักรวรรดิออตโตมาน ซึ่งปัจจุบันคือตุรกี และจักรวรรดิรัสเซีย ที่แข่งขันกันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่บนทะเลดำในช่วงศตวรรษที่ 19 จนเกิดสงครามตุรกี-รัสเซียในปี 1806-1812

อย่างไรก็ดี กาเกาเซียตกเป็นของรัสเซียในปี 1812 ตามสนธิสัญญาบูคาเรสต์ จนกระทั่งถึงปี 1991 ที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย

 

หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต กลุ่มผู้นำสายโปรโซเวียตที่นี่ได้ใช้ความวุ่นวายระหว่างการล่มสลายของสหภาพโซเวียตจัดทำประชามติประกาศเอกราชให้กาเกาเซียเป็น “สาธารณรัฐกาเกาเซีย” และต้องการเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

อย่างไรก็ดี แผนการดังกล่าวไม่สำเร็จ เขตการปกครองตนเองกาเกาเซียถูกส่งคืนให้มอลโดวาอย่างสันติในปี 1991 รัสเซียไม่ได้ส่งทหารมาประจำการที่นี่เหมือนในแคว้นทรานส์นีสเตรีย

ด้วยเหตุนี้ ทำให้กาเกาเซียยังคงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีกลุ่มโปรรัสเซีย และต้องการกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ซึ่งรัฐบาลของเขตปกครองตนเองนี้ได้พยายามประชามติอีกครั้งในปี 2014  โดยมีรัสเซียหนุนหลัง

แต่การทำประชามติไม่สำเร็จเนื่องจากรัฐบาลมอลโดวาประกาศว่า การทำประชามติดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่รัฐบาลยูเครนให้ ในวันที่รัสเซียทำประชามติผนวกแคว้นไครเมีย

ด้วยเหตุนี้ ทำให้แคว้นทรานส์นีสเตรียและเขตการปกครองพิเศษกาเกาเซีย กลายเป็นพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความไม่สงบและเป็นต้นเหตุที่อาจทำให้รัสเซียอ้างเพื่อใช้กำลังทางการทหารเพื่อปกป้อง “คนพูดภาษารัสเซีย” และเข้ายึดครองเหมือนพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น แคว้นโอเซเทียใต้และอับคาเซียในประเทศจอร์เจีย

หลังจากเซอร์เก ลาฟรอฟออกมาพูดเช่นนี้ ทางรัฐบาลมอลโดวาไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยได้ออกมาเตือนรัสเซียว่า อย่าปลุกปั่นยุยงให้เกิดความไม่สงบในมอลโดวา

พร้อมกับย้ำว่ารัฐบาลภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีไมอา ซานดู จะรับประกันคุณภาพชีวิตให้แก่พลเมืองทุกคนเท่าเทียมกันไม่ว่าจะพูดภาษาใดก็ตาม

นอกจากนี้ นิคู โปเปสคู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรีมอลโดวา ได้เชิญเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำมอลโดวาเข้าพบเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจเรื่องนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนในมอลโดวา

คำพูดของรัสเซียกำลังสร้างความหวาดหวั่นใจให้กับรัฐบาลมอลโดวา เนื่องจากแคว้นทรานส์นีสเตรียตั้งอยู่ไม่ไกลจากแคว้นโอเดสซาของยูเครนที่รัสเซียต้องการครอบครอง

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า สถานการณ์ในยูเครนตอนนี้ จะมีผลไม่มากก็น้อยต่ออนาคตของ มอลโดวา ซึ่งสถานการณ์การสู้รบในยูเครนตอนนี้ยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ของยูเครน

เมื่อวานนี้ 4 ก.ย. มีรายงานว่ารัสเซียได้ใช้ขีปนาวุธโจมตีใส่พื้นที่พักอาศัยของพลเมืองในเขตทางตอนใต้ของแคว้นคาร์คีฟส่งผลให้อาคารบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพียงผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 รายเท่านั้น

ในขณะที่รัสเซียโจมตีพื้นที่ดังกล่าว ทางการยูเครนไม่ได้ตั้งรับการโจมตีเพียงอย่างเดียว

มีรายงานว่า กองทัพของยูเครนได้ส่งทหารจากกองร้อยทหารราบยานเกราะที่ 93 ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพยูเครน ไปประจำการที่แคว้นคาร์คีฟเพื่อเตรียมโต้กลับกองทัพรัสเซียในบริเวณดังกล่าว

ส่วนสาเหตุที่ต้องใช้ทหารจากกองร้อยที่ 93 เป็นเพราะทหารจากกองร้อยนี้มีประสบการณ์ในการรบสูงและสามารถขับไล่ทหารรัสเซียได้นอกจากภาคตะวันออกแล้ว สถานการณ์ในภาคใต้ของยูเครนก็ยังคงรุนแรงไม่ต่างกัน

เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นที่เขตเซเลโนดอล์สก์ ในแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์  ซึ่งอยู่ห่างจากแนวหน้าการรบในแคว้นเคอร์ซอนออกมาไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น สาเหตุของการระเบิดมาจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ซึ่งไม่มีการระบุว่าเป็นของฝ่ายใด

ถัดจากแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์มาทางตะวันตก บริเวณแคว้นมิโคลายิฟเมื่อวานนี้ นายกเทศมนตรีของเมืองมิโคลายิฟรายงานว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีคลินิกครอบครัวในเมืองมิโคลายิฟ ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์เพื่อรักษาเด็ก ส่งผลให้คลินิกดังกล่าวได้รับความเสียหายบางส่วน

ขณะนี้ทางหน่วยงานฉุกเฉินของยูเครนกำลังเริ่มทำการซ่อมแซมระบบต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายแล้ว โดยคาดว่าจะกลับมาเปิดให้บริการได้ในไม่ช้านี้

TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ