รายงานจากตุรกีเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมาระบุว่า เรือของหน่วยงานชายฝั่งกรีซจำนวนสองลำยิงกระสุนจริงใส่เรือขนส่งสินค้าของตุรกีที่ในเวลานั้นกำลังล่องอยู่บนน่านน้ำสากล
เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเสาร์ ในทะเลที่ห่างจากเกาะบอซคาดาของตุรกีไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 20 กิโลเมตร ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บันทึกไว้ได้โดยลูกเรือ จะเห็นว่าเรือของหน่วยงานชายฝั่งกรีซแล่นเข้ามาใกล้ จากนั้นก็มีเสียงกระสุนปืนดังขึ้นหลายนัด ตามมาด้วยเสียงร้องของคนในเรือที่ตะโกนว่าพวกเขาถูกกรีซยิง
หลังเหตุการณ์ทางหน่วยงานชายฝั่งตุรกีรีบมายังสถานที่เกิดเหตุ แต่พบว่าเรือของกรีซทั้งสองลำแล่นไปจากพื้นที่ตรงนั้นแล้ว
ด้านกรีซว่าอย่างไร? พวกเขายืนยันว่า สิ่งที่หน่วยงานชายฝั่งทำคือการยิงเตือน เนื่องจากพบพฤติกรรมการเดินเรือต้องสงสัยจากเรือของตุรกี ซึ่งแล่นอยู่ที่บริเวณน่านน้ำของกรีซนอกเกาะเลสบอส
พร้อมกันนั้นยังระบุด้วยว่า หน่วยงานชายฝั่งได้วิทยุไปยังเรือลำดังกล่าว เพื่อขอตรวจค้น แต่กัปตันของเรือปฏิเสธ จากนั้นเรือก็แล่นหนีเข้าไปในน่านน้ำของตุรกี ส่งผลให้หน่วยงานชายฝั่งกรีซต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย
ส่วนสาเหตุที่ต้องตรวจค้นนั้น หน่วยงานชายฝั่งของกรีซระบุว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบปัญหาการลักลอบขนส่งผู้อพยพผิดกฎหมายจากตุรกีข้ามทะเลอีเจียนมาส่งยังชาติสมาชิกสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น
ความตึงเครียดระหว่างตุรกีและกรีซล่าสุด เกิดขึ้นหลังความตึงเครียดระลอกก่อนหน้าเพียงไม่กี่สัปดาห์
ย้อนไปเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมตุรกีรายงานว่า ระบบขีปนาวุธเอส-300 ของกรีซที่ตั้งอยู่บนเกาะครีตได้ล็อกเป้าเครื่องบินเอฟ-16 ของตุรกีจำนวนหลายลำ ขณะที่เครื่องบินรบเหล่านั้นกำลังบินอยู่เหนือน่านฟ้าสากล
กรีซถูกกล่าวหาว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการคุกคามความมั่นคง อีกทั้งผิดต่อหลักความร่วมมือของนาโตที่ทั้งสองชาติล้วนเป็นสมาชิก
ด้านกรีซออกมาปฏิเสธว่าระบบของพวกเขาไม่เคยล็อกเป้าเครื่องบินของตุรกี ไม่เพียงแค่ตึงเครียดทางการทหารเท่านั้น เพราะทั้งผู้นำและนักการเมืองของทั้งสองชาติก็ออกมากล่าวโจมตีอีกฝ่ายอย่างเผ็ดร้อนด้วย
จากภาพคือประธานาธิบดี เรเจ็ป เทย์ยิป เออร์โดกันของตุรกี กล่าวปราศรัยเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมาว่า กรีซพยายามที่จะครอบครองเกาะแก่งต่างๆ บนทะเลอีเจียน ซึ่งมีสถานะเป็นเขตปลอดทหาร พร้อมยืนยันว่าตุรกีจะทำทุกวิถีทางที่จำเป็นในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของตนและหลังจากคำกล่าวนี้กลายเป็นข่าวเพียงไม่กี่วัน ก็มีความเคลื่อนไหวจากรัฐบาลกรีซ
วันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลกรีซส่งจดหมายไปยังนาโต, สหภาพยุโรปและสหประชาชาติเรียกร้องให้ร่วมกันประณามท่าทีของตุรกีที่แสดงออกซึ่งความก้าวร้าวและคุกคามมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังสร้างความตึงเครียดต่อภูมิภาค ต้นตอของความขัดแย้งระหว่างตุรกีและกรีซเป็นผลพวงจากประวัติศาสตร์และการขีดเส้นกำหนดพื้นที่เขตแดน
ปัจจุบันนานาชาติต่างแสวงหาทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทางทะเลของตน พื้นที่ทับซ้อนระหว่างตุรกีและกรีซจึงเป็นประเด็นที่ทำให้ทั้งสองชาติบาดหมางกันมากขึ้นและนำมาสู่กิจกรรมยั่วยุจากทั้งสองฝ่ายดังข่าวการยิงเรือสินค้าและใช้ระบบขีปนาวุธล็อกเป้าเครื่องบินรบล่าสุด จุดสำคัญของความขัดแย้งนี้คือ "ทะเลอีเจียน"
ทะเลอีเจียนตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างกรีซและตุรกี พื้นที่ตรงกลางนี้ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่มากมายที่มีทั้งชาวกรีซและชาวเติร์กอาศัยอยู่ปะปนกัน
ช่วงสงครามโลกครั้งที่2 อิตาลีที่อยู่ฝ่ายอักษะขยายดินแดนครอบคลุมไปถึงกรีซและหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลอีเจียน
หลังสงครามโลกครั้งที่2 สิ้นสุดลง อิตาลีมอบดินแดนคืนให้กับกรีซผ่านสนธิสัญญาสันติภาพที่ทำขึ้นกับฝรั่งเศส เมื่อปี 1947 ซึ่งในสัญญานี้ระบุให้เกาะแก่งส่วนใหญ่เป็นของกรีซ แม้ว่าบางเกาะจะห่างจากชายฝั่งตุรกีเพียงไม่กี่กิโลเมตรก็ตาม
แผนที่ที่ออกมาจึงเห็นว่า เกาะส่วนใหญ่ในทะเลอีเจียนเป็นดินแดนของกรีซ ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร
ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเลปี 1982 กำหนดให้แต่ละชาติแสวงหาทรัพยากรได้ไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล เรียกพื้นที่นี้ว่า เขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือ Exclusive Economic Zones ตัวย่อ EEZ
ตัวเลข 200 ไมล์ทะเลเป็นปัญหาสำหรับหลายชาติที่มีพื้นที่ทับซ้อนกัน ตัวอย่างเช่นทะเลจีนใต้ที่หากขยาย 200 ไมล์จากชายฝั่งจะพบว่าบางชาติมีพื้นที่เศรษฐกิจทับกัน
แต่ในกรณีของกรีซและตุรกีกลับกลายเป็นสถานการณ์ได้เปรียบ-เสียเปรียบ กรีซใช้หลักการตามอนุสัญญาแต่ขยายจากดินแดนที่ครอบครองไม่ใช่ขยายจากชายฝั่ง ส่งผลให้เมื่อขยาย 200 ไมล์จากเกาะต่างๆ ของกรีซแล้ว ทั้งทะเลอีเจียนจะกลายเป็น EEZ ของกรีซ ตุรกีโต้แย้งเพราะ EEZ ควรนับจากชายฝั่งของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่เกาะ
ตุรกีต้องปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของตนเอง จากแผนที่คืออาณาเขตของ Blue Homeland ที่ตุรกีกำหนดขึ้นเป็นอาณาเขตที่ขยายออกจากชายฝั่งของตุรกีทั้งหมด
Blue Homeland เกิดขึ้นในปี 2006 และกลายมาเป็นนโยบายที่รัฐบาลตุรกีนำมาใช้จริงในปี 2013 โดยเขตแดนนี้มักใช้กับเรือรบหรือเรือที่มีเป้าหมายทางการทหาร เนื่องจากตุรกีต้องการรับประกันความมั่นคงของตน เพราะหากยึดเขตแดนตาม EEZ ตุรกีจะไม่สามารถปกป้องชายฝั่งของตนจากกรีซได้
ด้วยเหตุนี้ทั้งตุรกีและกรีซจึงมีพื้นที่ทางทะเลที่เป็นข้อพิพาทและทับซ้อนกันจากการยึดหลักคนละเกณฑ์ แต่ความมั่นคงยังไม่ใช่หัวใจสำคัญเท่ากับทรัพยากรคาดกันว่าในทะเลอีเจียนและพื้นที่ทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีแหล่งน้ำมันดิบมากถึง 20,000 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติอีก 4 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร
มกราคมปี 2019 กรีซจับมือกับหลายชาติที่มีพรมแดนติดกับพื้นที่ทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่าง อิตาลี อียิปต์ อิสราเอลและปาเลสไตน์ ตั้งความร่วมมือค้นหาทรัพยากรในภูมิภาคร่วมกัน
ตุรกีไม่ได้เข้าร่วมกลุ่ม แม้จะมีพื้นที่ติดกับทะเลอีเจียนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกก็ตาม ส่งผลให้ตุรกีตั้งโครงการค้นหาแหล่งพลังงานขึ้นมาเองบริเวณไซปรัสเหนือ โดยอิงจากส่วนไหล่ทวีป
นี่คือหน้าตาของเรือตุรกีที่ถูกใช้ในภารกิจค้นหาแหล่งน้ำมัน โดยระบุว่าจำกัดเขตการค้นหาบริเวณไซปรัสเหนือตามเกณฑ์ของสหประชาชาติ แต่กระนั้นความพยายามนี้ก็สร้างความตึงเครียดให้กับกรีซ
นอกจากนั้นตุรกียังแสวงหาพันธมิตรมาร่วมสนับสนุนนั่นคือ ลิเบีย โดยตั้งโครงการเศรษฐกิจพิเศษร่วมกันขึ้น
ความร่วมมือกับลิเบียทำให้ตุรกีลากเส้น EEZ ได้ยาวขึ้น และ EEZ ของทั้งตุรกีและลิเบียมีเส้นเขตแดนตรงกลางทะเลพอดี
อย่างไรก็ตามท่ามกลางการแข่งขัน ฝ่ายกรีซก็จับมือกับอียิปต์ขยายเส้น EEZ เช่นกัน และจากแผนที่จะเห็นว่า EEZ ของกรีซและอียิปต์เองทับซ้อนกับ EEZ ของตุรกีและลิเบีย
ดังนั้นแล้วในภาพรวมจะเห็นว่า ข้อพิพาทระหว่างตุรกีและกรีซในเรื่องพรมแดนนั้นมีทั้งมิติด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจ และเป็นที่มาของความตึงเครียดระหว่างสองชาติที่ระอุขึ้นและแแผ่วลงเป็นระยะๆ
อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย ทั้งยังทวีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีความกังวลว่าในอนาคต ความขัดแย้งนี้อาจยกระดับไปเป็นสงครามการต่อสู้ได้เช่นกัน