แผนที่ที่แสดงการยึดครองพื้นที่ภาคตะวันออกโดยรัสเซียในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คือ การยึดครองของรัสเซียในวันที่ 13 มิถุนายน หรือสามเดือนที่แล้วจะเห็นได้ว่ายูเครนยังชิงพื้นที่แคว้นคาร์คีฟคืนมาไม่ได้มาก โดยรัสเซียยังคงครอบครองพื้นที่สำคัญ ตลอดจนระบบขนส่งทางรางของเมือง ที่รัสเซียใช้เป็นเส้นทางเติมเสบียงจากชายแดนของเบลารุส
วันที่ 13 กรกฎาคมหรือหนึ่งเดือนถัดมา จะเห็นได้ว่าพื้นที่ฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่าเดือนมิถุนายน แต่ยูเครนก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้พื้นที่ขนส่งระบบรางและพื้นที่ที่ติดชายแดนเบลารุสได้
นี่คือแผนที่เมื่อเดือนที่แล้ว จะเห็นได้ว่ายูเครนยังไม่สามารถรุกคืบยึดพื้นที่คืนได้มาก และกองทัพยูเครนยังคงปะทะกับกองทัพรัสเซียอยู่บริเวณรอบนอกของเมืองคาร์คีฟ
และนี่คือภาพที่เกิดในวันนี้ หลังจากที่ยูเครนใช้ยุทธการสายฟ้าแลบเพื่อโต้กลับกองทัพรัสเซียตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้พื้นที่ของแคว้นคาร์คีฟจรดชายแดนเบลารุสที่เคยเป็นสีแดงจากการครอบครองของรัสเซียกลายเป็นสีน้ำเงินของยูเครนทั้งหมดแล้ว
โดยผู้นำยูเครนออกมากล่าวขณะแถลงการณ์ประจำวันว่า ตอนนี้ยูเครนสามารถยึดพื้นที่คืนจากรัสเซียได้แล้วกว่า 6,000 ตารางกิโลเมตร และยูเครนจะเดินหน้ายึดพื้นที่คืนจากรัสเซียต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบทุกตารางนิ้ว
สาเหตุที่ยูเครนสามารถยึดคืนพื้นที่จำนวนมากได้ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน เกิดจากแผนปฏิบัติการโต้กลับแบบสายฟ้าแลบที่ยูเครนเตรียมการณ์มาหลายเดือน
การเตรียมการที่ดี การส่งทหารยูเครนไปฝึกการใช้อาวุธทันสมัยในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ เมื่อผนวกรวมกับอาวุธเทศโนโลยีสูงที่ได้มาจากชาติตะวันตก ทำให้ยูเครนมีหน่วยรบพิเศษศักยภาพสูง
ซึ่งหน่วยรบเหล่านี้เป็นแรงสำคัญในการบุกทะลวงแนวต้านของรัสเซีย ประกอบการทหารรัสเซียเริ่มขาดแคลนยุทโธปกรณ์จนมีข่าวว่าต้องเจรจาซื้อจากประเทศเกาหลีเหนือ
นอกจากความเข้มแข็งของกองทัพยูเครนแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนให้แผนของยูเครนสำเร็จคือ การขาดขวัญกำลังใจของรัสเซีย
นักวิเคราะห์หลายคนให้ความเห็นว่า ทหารรัสเซียจำนวนมากยังขาดแรงจูงใจและเป้าหมายในการทำสงคราม ต่างจากยูเครนที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ การปกป้องแผ่นดินและครอบครัว
นักวิเคราะห์ยังระบุด้วยว่า นอกจากอาวุธและแรงใจที่ดี สิ่งที่ทำให้ยูเครนโต้กลับได้คือ "แผนการที่ดี"ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ยูเครนรบทางใต้เป็นหลัก ไม่ค่อยพูดถึงแนวรบด้านตะวันออกที่รัสเซียได้เปรียบ
โดยทางใต้มีการประกาศว่าจะยึดเคอร์ซอนคืนให้ได้ และมีการโจมตีเข้าไปที่ฐานทัพอากาศซากีบนคาบสมุทรไครเมียด้วย ซึ่งการโจมตีครั้งนั้นได้ทำลายเครื่องบินรบรัสเซียไปถึง 9 ลำ
แผนการรบเช่นนี้ส่งผลให้รัสเซียต้องเพิ่มกำลังในแนวรบด้านใต้เพื่อต้านทานกองทัพยูเครน ผลที่เกิดขึ้นคือ แนวรบทางตะวันออกมีทหารไม่พอประจำการ ยูเครนซึ่งสะสมกำลังรอโอกาสรุกคืบ จึงสามารถใช้ปฏิบัติการสายฟ้าแลบได้
ทำให้ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีภาพของทหารยูเครนนำธงชาติยูเครนไปปักแทนที่ธงรัสเซียในหลายพื้นที่ สิ่งที่เกิดในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า ยูเครนโต้กลับได้ดีเกินความคาดหมาย
อย่างไรก็ตาม ยูเครนยังไม่ได้ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จในสงครามนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการได้เปรียบในสมรภูมิเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น สปิริตหรือกำลังใจของชาวยูเครนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หลังรู้ข่าวการต่อสู้จากแนวหน้า หลายคนบอกว่า หวังว่าจะเห็นชัยชนะในที่สุด
ความสำเร็จในการโต้กลับ หรือ Counter Offensive ของยูเครนจะยั่งยืนหรือไม่ และยูเครนจะสามารถรุกต่อจนชนะสงครามมั้ย ยังไม่มีใครให้คำตอบได้
ล่าสุดทางผู้สื่อข่าวได้ไปถามความเห็นของประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของยูเครน ว่าปฏิบัติการโต้กลับของยูเครนนั้นจะมีประสิทธิภาพและยั่งยืนแค่ไหน? ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่ยกนิ้วโป้งให้ ซึ่งเป็นการแสดงสัญลักษณ์เพื่อบอกยูเครนว่า ยูเครนทำได้ดีมาก
ขณะเดียวกันแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แถลงข่าวเมื่อคืนนี้เช่นกัน โดยระบุว่า ปฎิบัติการโต้กลับของยูเครนที่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมา
พร้อมย้ำว่า นี่คือผลของการสนับสนุนด้านอาวุธจากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรตะวันตก ปฏิบัติการสายฟ้าแลบของยูเครนในวันนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ยูเครนได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้โจทย์ใหญ่ของสงครามนี้ตกไปอยู่ที่ฝ่ายรัสเซียแทน
อย่างไรก็ดี มีการตั้งคำถามว่า การถอยร่นและเสียเปรียบของรัสเซียเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะข้อมูลที่ออกมาว่ายูเครนโต้กลับได้ ตลอดจนภาพที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นภาพการนำธงยูเครนไปแทนที่ธงรัสเซียหลังยึดคืนพื้นทีได้ ก็เป็นภาพที่ออกมาจากฝั่งของยูเครน
แต่หากดูจากท่าทีของหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของรัสเซีย อย่างพระสังฆราชประจำศาสนจักรออธอร์ดอกซ์แห่งมอสโก
ข่าวการถอยร่นของทหารรัสเซียในคาร์คีฟ ที่มีการเผยแพร่อยู่ตอนนี้ อาจเป็นเรื่องจริงเพราะเมื่อคืนที่ผ่านมา คิริลที่ 1 (Kirill I) หรือสมเด็จพระสังฆราชประจำศาสนจักรออธอร์ดอกซ์แห่งมอสโกและรัสเซีย ออกมากล่าวว่า ชาวคริสต์นิกายออธอร์ดอกซ์ทุกคนต้องร่วมกันสวดมนต์ภาวนา เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและความแข็งแกร่งให้กับประธานาธิบดีปูติน ซึ่งเป็นผู้นำประเทศและผู้บัญชาการสูงสุดของการรบครั้งนี้
สมเด็จพระสังฆราชประจำศาสนจักรออธอร์ดอกซ์แห่งมอสโกและรัสเซีย เป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาคริสต์นิกายออธอร์ดอกซ์ ที่มีชาวรัสเซียนับถือมากกว่าร้อยละ 94
สังฆราชมีความสำคัญต่อสังคมรัสเซียในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณของคริสตศาสนิกชนนิกายออธอร์ดอกซ์ รวมถึงตัวประธานาธิบดีปูติน ที่สื่อตะวันตกหลายสำนักรายงานว่าเป็นคนเคร่งศาสนาด้วย
ขณะเดียวกัน สังฆราชคิริลที่ 1 ก็มีความสำคัญต่อการเมืองรัสเซีย เพราะเป็นหนึ่งผู้ที่สนับสนุนความคิดของผู้นำรัสเซียในการรุกรานยูเครน
โดยสำนักข่าวดอยเชอ วอลเลอ ของเยอรมนีรายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า สังฆราชคิริลที่ 1 เคยเรียกฝ่ายยูเครนว่าเป็น “ขุมพลังอันชั่วร้าย” (Forces of Evil) และขอให้คริสตศาสนิกชนสนับสนุนแผนการของผู้นำรัสเซียในครั้งนี้
นอกจากท่าทีของผู้นำศาสนจักรแล้ว สื่อของรัสเซียก็ได้รายงานเรื่องการโต้กลับของฝั่งยูเครนเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการยอมรับต่อสาธารณชนว่า ปฏิบัติการทางการทหารของฝั่งรัสเซียมีปัญหาและไม่เป็นไปตามแผน
โดยสำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานเพียงคร่าว ๆ ว่า ประธานาธิบดีปูตินรับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในคาร์คีฟแล้ว
ถึงแม้ว่าจะรับทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้ผู้นำรัสเซียก็ยังไม่ปรากฏตัวและให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว มีเพียงดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ที่ระบุว่า ผู้นำรัสเซียกำลังแข็งขันกับการสั่งการรบ และการรบจะต้องสำเร็จ
พร้อมกับย้ำชัดว่า รัสเซียจะไม่ถอนทหารออกจากยูเครนอย่างแน่นอน จนกว่าจะทำหน้าที่อย่างหยุดการกระทำที่ป่าเถื่อนของยูเครนสำเร็จ