หลังจากเปิดปฏิบัติการโต้กลับกองทัพรัสเซีย โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครน ได้ออกแถลงการณ์รายงานสถานการณ์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ตอนนี้ยูเครนยึดพื้นที่กลับคืนมาได้มากกว่า 2,000 ตารางกิโลเมตรแล้ว
เมื่อลงไปดูรายละเอียดแผนที่ของแนวรบด้านตะวันออกเห็นได้ว่า ตอนนี้กองทัพยูเครนเดินหน้ายึดพื้นที่แคว้นคาร์คีฟกลับคืนมาได้มากแล้ว
โดยเฉพาะทางตอนใต้ของแคว้นบริเวณเมืองอีซุม ซึ่งเคยถูกรัสเซียยึดครองแบบสมบูรณ์เมื่อหลายเดือนก่อน และกองทัพยูเครนพยายามยึดเมืองลีมานต่อ ก่อนจะไปต่อที่แคว้นโดเนตสก์
การยึดพื้นที่ในครั้งนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มาก เพราะ"อีซุม" เป็นเส้นทางสำหรับการขนส่ง หรือ “logistic hub” ของระบบราง ซึ่งรัสเซียใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ
หมายความว่า ยูเครนกำลังตัดกำลังรัสเซียและทำให้รัสเซียขนส่งอาวุธมายังแนวหน้าได้ยากลำบากขึ้น
หลังจากที่ยูเครนยึดพื้นที่ต่าง ๆ ในแคว้นคาร์คีฟกลับคืนมาได้ ก็จะมีการติดธงชาติของยูเครนเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะด้วย
ซึ่งในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการยูเครนก็ได้เผยแพร่ภาพการยึดพื้นที่ต่าง ๆ ในแคว้นคาร์คีฟออกมาหลายชุด
ภาพที่ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครน ได้แชร์ลงในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นภาพทหารยูเครนกำลังประดับธงชาติของยูเครนในเขตชคารอฟสกี ของแคว้นคาร์คีฟ หลังจากที่ขับไล่กองทัพรัสเซียออกไปได้
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของยูเครนได้เผยแพร่วิดีโอของกองกำลังที่ 130 ที่ยืนยันว่าสามารถยึดเขตฮอปติฟกา ในแคว้นคาร์คีฟกลับคืนมาได้แล้ว
ส่วนในเขตโคซาชา โลปัน ก็ได้เผยแพร่ภาพวิดีโอที่วยาเชสลาฟ ซาโดเรนโก (ยา-เช-สลาฟ ซาโดเรนโก) นายกเทศมนตรีของเมืองกำลังฉีกธงชาติรัสเซีย หลังจากที่ยึดพื้นที่คืนได้
นอกจากนี้ยังมีวิดีโอจากเขตบาลาเคลียในเมืองอีซุม แคว้นคาร์คีฟ ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่เคยถูกรัสเซียยึดครองอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อหลายเดือนก่อน
ภาพวิดีโอดังกล่าวเผยให้เห็นสภาพของเมืองที่เสียหายจากการต่อสู้ ภาพซากรถถังและอาวุธที่กองทัพรัสเซียทิ้งไว้
ด้านชาวยูเครนในเมืองบอกว่า การมาปลดปล่อยดินแดนของยูเครนในครั้งนี้เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย และพวกเขาดีใจมากที่วันแห่งอิสรภาพมาถึงเร็วกว่าคาดไว้
การยึดพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือคืนในครั้งนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุทธการสายฟ้าแลบของกองทัพยูเครน เพราะไม่มีใครคาดคิดว่ายูเครนจะชิงพื้นที่บริเวณกลับคืนมา เนื่องจากรัสเซียได้เปรียบในแนวรบนี้มาหลายเดือนแล้ว
นอกจากนี้ การยึดพื้นบริเวณแคว้นคาร์คีฟกลับคืนมาเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายเพราะผู้นำยูเครนประกาศก่อนหน้านี้ว่า จะยึดพื้นที่ทางด้านตะวันตกของแคว้นเคอร์ซอนคืนเท่านั้น ไม่ได้มีการพูดถึงแคว้นคาร์คีฟแต่อย่างใด
นักวิเคราะห์จากชาติพันธมิตรตะวันตกให้ความเห็นว่า นี่เป็นยุทธการสับขาหลอกของยูเครน ให้รัสเซียเอากำลังพลและอาวุธหนักมาใช้จำนวนมาก จนกองกำลังเริ่มมีปัญหาด้านเสบียง
ซึ่งพื้นที่ที่ยูเครนใช้ในการปฏิบัติการลวงครั้งนี้คือ พื้นที่ทางตอนใต้บริเวณแคว้นเคอร์ซอน โดยอ้างว่าเพื่อขัดขวางการทำ “ประชามติ” ภายใต้กระบอกปืนของรัสเซียที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้
ทำให้ฝั่งรัสเซียต้องเคลื่อนพลมาทางใต้ เพื่อสกัดกองทัพยูเครนไม่ให้สามารถยึดพื้นที่ที่แคว้นเคอร์ซอนคืนได้ เพราะถ้ายูเครนสามารถยึดที่นี่คืนได้จะทำให้รัสเซียไม่สามารถเดินหน้ายึดแคว้นมิโคลายิฟและโอเดสซา สองเมืองท่าสุดท้ายของยูเครนในทะเลดำได้
การขนกำลังลงมาในพื้นที่ทางใต้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ยูเครนสามารถตลบหลังกองทัพรัสเซียที่มีจำนวนน้อยในพื้นที่ในแคว้นคาร์คีฟได้
จอหน์ ลายออนส์ บรรณาธิการด้านต่างประเทศประจำสำนักข่าว ABC News ของออสเตรเลียให้ความเห็นว่า แผนสับขาหลอกของยูเครนในการโต้กลับในครั้งนี้สำเร็จได้ เนื่องจากแผนดังกล่าวไม่มีการรั่วไหล
ประกอบกับยูเครนใช้อาวุธที่ได้รับมาจากบรรดาชาติตะวันตกอย่างออสเตรเลีย สหรัฐฯ ฝรั่งเศส หรือสหราชอาณาจักร ซึ่งอาวุธเหล่านี้มีประสิทธิภาพที่สูงกว่าของอาวุธของรัสเซียในแง่ของความแม่นยำ
การโต้กลับและยึดพื้นที่คืนในครั้งนี้มีความหมายต่อกองทัพยูเครนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพของยูเครนในการใช้อาวุธ ที่บรรดาชาติตะวันตกให้ความช่วยยูเครนมาตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นในสมรภูมิวันนี้ไม่ได้ส่งผลกับแค่อนาคตของยูเครนในสงคราม หากแต่ส่งผลถึงรัสเซียด้วยเช่นกัน
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทางการของรัสเซียออกมายอมรับต่อสาธารณชนว่า รัสเซียต้องถอนทัพออกจากคาร์คีฟจริง
วันนี้ ( 12 ก.ย.)วิตาลี กันเชฟ ผู้บริหารแคว้นคาร์คีฟที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลรัสเซียให้สัมภาษณ์ผ่านช่องโทรทัศน์รัสเซีย 24 รัสเซียว่า ตอนนี้ทหารรัสเซียกำลังตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากทหารยูเครนในแคว้นคาร์คีฟมีมากกว่าทหารของรัสเซียถึง 8 เท่า พร้อมกับทิ้งท้ายว่าสถานการณ์ในพื้นที่เริ่มยากลำบากขึ้นทุกวัน
การโดนโต้กลับแบบสายฟ้าแลบเช่นนี้ ทำให้กองทัพรัสเซียเสียหน้าและถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการรบ ตลอดจนประสิทธิภาพของผู้นำรัสเซียในการควบคุมสิ่งที่รัสเซียเรียกมาตลอดว่าเป็น “ปฏิบัติการพิเศษ”
ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในบรรดาฝ่ายบริหารและชนชั้นนำของรัสเซีย รวมถึงพันธมิตรของฝ่ายรัสเซียอย่างกองกำลังเชเชน
สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า รามซาน กาดูรอฟ หัวหน้ากองกำลังเชเชน ซึ่งเป็นพันธมิตรคนสำคัญของผู้นำรัสเซียและผู้นำของกองทัพเชเชนที่ไปรบในยูเครนได้วิจารณ์ประสิทธิภาพการรบของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย
กาดูรอฟระบุว่า แม้ตนเองจะไม่ใช่นักยุทธศาสตร์เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญในกระทรวงกลาโหมรัสเซีย แต่เห็นได้ชัดว่าการรบในยูเครนผิดไปจากแผนที่วางไว้
และหากสถานการณ์แนวหน้าไม่ดีขึ้น เขาจำเป็นต้องเดินทางไปพบกับประธานาธิบดีปูตินของรัสเซีย เพื่ออธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นในสนามรบด้วยตนเอง
นอกจากหัวหน้ากลุ่มเชเชนแล้ว สมาชิกสภาของนครเซนต์ปีเตอร์เบิร์กและกรุงมอสโก ก็ได้แสดงความไม่พอใจเช่นกัน อีกทั้งยังเรียกร้องให้ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบกับการก่อสงครามในยูเครน
ดมิทรี ปาลิวกา ผู้แทนจากนครเซนต์ปีเตอร์เบิร์กทวีตข้อความ พร้อมแนบเอกสารเรียกร้องให้สภาดูมาของรัสเซียปลดประธานาธิบดีปูตินออกจากตำแหน่ง เพราะการก่อสงครามในยูเครน ได้สร้างความอันตรายและไม่มั่นคงต่อชีวิตพลเมืองรัสเซีย
แน่นอนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งการโดนชิงพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครนคืน หรือการโดนกลุ่มการเมืองในประเทศลุกขึ้นต่อต้าน สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้นำรัสเซียเป็นอย่างมาก
สำนักข่าวเดลี่เมลของสหราชอาณาจักรรายงานว่า ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียรับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในยูเครนและไม่พอใจอย่างมาก ตลอดจนมีคำสั่งปลด พลโท รามาน เบิร์ดนิคอฟ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการการรบ หลังจากที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 16 วันเท่านั้น