Top-WorldKickoff Top-WorldKickoff

ยูเครน เก็บหลักฐานเตรียมเอาผิดรัสเซียฐานฆ่าล้างเผ่า

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สงครามยูเครนดำเนินมา 204 วันแล้ว กองทัพยูเครนยังคงเดินหน้ายึดพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือคืนได้อย่างต่อเนื่อง ผู้นำยูเครนประเมินว่า จนถึงตอนนี้ยูเครนยึดพื้นที่คืนมาได้แล้วราว ๆ 8,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดเท่ากับที่รัสเซียใช้เวลาหลายเดือนในการยึดครอง และหลังจากที่มีการยึดพื้นที่ในแคว้นคาร์คีฟกลับคืนมาได้ ผู้นำยูเครนก็ได้ลงไปสำรวจความเสียหายทันที

วานนี้ (14 ก.ย.) โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครน ได้เดินทางไปยังเมืองอีซุมของแคว้นคาร์คีฟ ที่กองทัพยูเครนสามารถยึดคืนพื้นที่มาได้ หลังจากเปิดปฏิบัติการโต้กลับแบบสายฟ้าแลบเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมืองอีซุมแห่งนี้เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของแคว้นคาร์คีฟ ห่างจากเมืองคาร์คีฟออกมาประมาณ 120 กิโลเมตร ที่นี่มีความสำคัญคือเป็นเมืองยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งทางรางของแคว้นคาร์คีฟ อีกทั้งยังเป็นประตูไปสู่ภูมิภาคดอนบาสด้วย

การเดินทางไปเมืองอีซุมของผู้นำยูเครนในครั้งนี้ เป็นการไปเยือนแบบไม่มีการแจ้งล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อไปให้กำลังใจกับทหารและประชาชนชาวยูเครน ตลอดจนสำรวจและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการครอบครองพื้นที่ของฝ่ายรัสเซีย

หลังจากที่ผู้นำยูเครนเดินทางไปถึงและเห็นสภาพของเมืองอีซุม ก็ได้พูดว่าสิ่งที่เห็นน่าตกใจเป็นอย่างมากและมีสภาพคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองบูชา ซึ่งเป็นเมืองแรกที่ยูเครนปลดปล่อยหลังการรุกรานในเฟสแรก และพบว่ามีการสังหารหมู่ชาวยูเครนอย่างโหดเหี้ยม

จากนั้นผู้นำยูเครนได้เดินทางไปยังเขตบาลาเคลียในเมืองอีซุม เพื่อเยี่ยมและมอบเหรียญกล้าหาญให้กับทหารและนักรบที่ประจำการอยู่ในเขตบาลาเคลีย ทั้งนี้ยังได้กล่าวขอบคุณบรรดาทหารและนักรบที่ช่วยปกป้องแผ่นดินยูเครนเอาไว้ด้วย

หลังการเยือนเมืองอีซุมเสร็จสิ้น สำนักประธานาธิบดียูเครนได้เผยแพร่ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นที่นั่น โดยภาพวิดีโอดังกล่าวเผยให้เห็นสภาพเมืองที่ไม่ต่างจากเมืองร้าง อาคารบ้านเรือนของประชาชนที่พังถล่ม มีร่องรอยของกระสุนปืนใหญ่และจรวด หรือมีรอยดำจากเพลิงไหม้ ที่เกิดจากกการโจมตีด้วยขีปนาวุธอีกด้วย ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศที่ลงไปทำข่าวในพื้นที่ก็ได้เผยแพร่วิดีโอ ที่แสดงให้เห็นภาพรถถังของรัสเซียที่พ่นตัวอักษร “ซี” (Z) ถูกทิ้งตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเมืองดูคล้ายสุสานรถถัง

ในขณะที่ตึกหรืออาคารต่าง ๆ ที่ทหารรัสเซียเคยใช้เป็นฐานที่มั่น ก็มีลังเก็บอาวุธต่าง ๆ ถูกทิ้งไว้ รวมถึงมีร่องรอยการพ่นสีเป็นรูปตัวซี (Z) บนผนัง บางจุดมีการพ่นตัวข้อความ เช่น (สามหกอาร์ยูเอส) 36RUS ซึ่งอาจเป็นตัวเลขของกองพันทหารรัสเซีย

นอกจากนี้ ทางการยูเครนยังได้พบหัวจรวดของเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องรุ่น BM21-Grad (บีเอ็มสองหนึ่ง-กราด) ซึ่งบรรจุอยู่ในลังไม้หลายสิบลัง ในพื้นที่ป่าของเมืองอีซุม

ด้านชาวเมืองอีซุมให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า พวกเขาทั้งดีใจและเศร้าใจในเวลาเดียวกัน ที่ดีใจเพราะทหารยูเครนสามารถยึดดินแดนคืนมาได้และผู้นำยูเครนได้ลงพื้นที่ไปเยือนด้วยตนเอง ส่วนที่เศร้าใจคือ ความเสียหายของเมืองจากการรุกรานรานของรัสเซีย

หลังเสร็จสิ้นการเยือน ผู้นำยูเครนได้เดินทางกลับมายังกรุงเคียฟและรายงานสถานการณ์ประจำวัน โดยระบุว่า รัสเซียได้ทำลายอาคารบ้านเรือนต่างๆ โรงเรียน รวมถึงโบสถ์ในแคว้นอีซุม และตอนนี้ทางการของยูเครนได้รวบรวมหลักฐานเพื่อเตรียมเอาผิดรัสเซียในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยูเครน

ในวันที่ยูเครนผลักรัสเซียออกไป รัสเซียตอบโต้อย่างไรในวันที่กองกำลังภาคพื้นดินและหน่วยรถถังซึ่งเป็นกำลังหลักอ่อนแรงลง

สิ่งที่รัสเซียทำคือการยิงขีปนาวุธจากระยะไกล ที่น่าสนใจคือมีเป้าหมายเป็นโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบประปา ล่าสุดคือการทำลายเขื่อน

ทางการยูเครนรายงานว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธร่อนถึง 8 ลูกเพื่อโจมตีเขื่อนเก็บน้ำที่มีชื่อว่า คาราชูนอฟ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตครีวี ริก ของแคว้นดนีโปรเปรตรอฟสก์ ทางตอนกลางของยูเครน ส่งผลให้ระบบไฮดรอริกของประตูเขื่อนได้รับความเสียหาย

หลังจากนั้นระดับน้ำในแม่น้ำก็เพิ่มสูงขึ้น และไหลทะลักเข้าท่วมในหลายพื้นที่ของเขต ครีวี ริก จนเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนในเวลากลางดึกและต้องเร่งหาทางซ่อมแซมประตูควบคุมน้ำของเขื่อน 

หลังจากนั้นระดับน้ำในแม่น้ำก็เพิ่มสูงขึ้น และไหลทะลักเข้าท่วมในหลายพื้นที่ของเขต ครีวี ริก จนเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนในเวลากลางดึกและต้องเร่งหาทางซ่อมแซมประตูควบคุมน้ำของเขื่อน

จนถึงตอนนี้ทางการยูเครนรายงานว่าน้ำยังคงท่วมอยู่ โดยระดับน้ำยังไม่สูงมาก แต่ ประชาชนต้องสัญจรด้วยเรือยาง เพราะไม่สามารถเดินได้ การโต้กลับเพื่อยึดพื้นที่คืนของยูเครนในครั้งนี้ หลายฝ่ายบอกว่าเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความหมายและทำได้ดีกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและสงครามคาดไว้

อย่างไรก็ดี ชาติพันธมิตรของยูเครนไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือสหราชอาณาจักร ระบุตรงกันว่า ยูเครนยังประมาทฝั่งรัสเซียไม่ได้ เพราะกองทัพรัสเซียก็ยังคงเป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ล่าสุดวันนี้ ( 15 ก.ย.) เยอรมนีซึ่งเป็นพันธมิตรรายใหญ่ของยูเครนจากยุโรป ก็ได้ออกมาให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกับสหรัฐฯ ว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ายูเครนชนะ

โดยเมื่อวานนี้ คริสติน แลมเบรคท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนีได้ให้สัมภาษณ์เรื่องการโต้กลับของยูเครนที่แคว้นคาร์คีฟว่า ตอนนี้ยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าการโต้กลับของยูเครนจะนำมาสู่จุดเปลี่ยนทางการทหาร

แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธว่ายูเครนสามารถวางแผนและโต้กลับรัสเซียได้เป็นอย่างดี จนทำให้กองกำลังของรัสเซียเกิดความไม่มั่นคง และไม่มีใครคาดคิดว่ายูเครนจะสามารถต้านทานรัสเซียมาได้นานถึง 7 เดือนแล้ว

นอกจากรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมแล้ว โอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ก็ได้ให้สัมภาษณ์ประเด็นยูเครนกับสื่อเช่นกัน

เขากล่าวว่าแม้ว่าทหารรัสเซียจะพ่ายแพ้จนต้องถอยร่นออกจากแคว้นคาร์คีฟ แต่ผู้นำรัสเซียดูเหมือนจะยังไม่ตระหนักว่า การตัดสินใจบุกยูเครนครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด นายกรัฐมนตรีเยอรมนีมองว่า วิธีที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้ในยูเครนคือ การทำให้รัสเซียแพ้และถอนทหารออกไปจากพื้นที่นั้น ๆ และอาวุธของเยอรมนีก็มีบทบาทสำคัญในการสู้กับรัสเซีย ดังนั้นเยอรมนีจะยังคงส่งความช่วยเหลือด้านอาวุธให้ยูเครนต่อไป

จากความเห็นของนักวิชาการและผู้นำชาติพันธมิตรตะวันตกอาจตีความได้ว่าสงครามยูเครนยังไม่ถึงจุดเปลี่ยนที่จะนำไปสู่การลงนามสันติภาพ

ดังนั้นอาวุธยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับยูเครนในการทำสงคราม ซึ่งผู้นำเยอรมนีและสหรัฐฯ ได้ตอบรับและยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ยูเครนต่อ

สำหรับสหรัฐฯ นอกจากสัญญาว่าจะช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ยูเครนต่อแล้ว ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ส่งสัญญาณออกมาว่าจะพิจารณาสถานะรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายของรัสเซีย ที่ยูเครนเคยร้องขอไปตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

ปัจจุบันมี 4 ประเทศที่อยู่ในสถานะรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย ประกอบไปด้วย เกาหลีเหนือ คิวบา อิหร่าน และซีเรีย

โดยถูกขึ้นสถานะเป็นรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย จะมีผลทางกฎหมายทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ เจรจาค้าขายอาวุธ รวมถึงจำกัดเรื่องการเงินและอื่น ๆ  กับประเทศที่อยู่ในรายชื่อได้

ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนของสหรัฐฯ พยายามผลักดันและกดดันให้รัฐบาลประกาศให้รัสเซียเป็นรัฐที่สนับสนุนการก่อร้ายด้วยเหตุผลว่า นโยบายคว่ำบาตรที่ใช้อยู่ไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ดี รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เพราะการประกาศให้รัสเซียเป็นรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย จะส่งผลกระทบต่อการให้ความช่วยเหลือยูเครน

นอกจากนี้ ยังอาจจะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือการส่งออกธัญพืชในทะเลดำ และที่สำคัญคือ ปิดทางการใช้การทูตเพื่อยุติสงคราม เพราะถ้าเป็นรัฐก่อการร้ายแล้วก็ยากที่ผู้นำรัสเซียจะขึ้นโต๊ะเจรจาและลงนามสันติภาพกับผู้นำยูเครนในอนาคต

แต่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ นิ่งเฉย โฆษกกระทรวงต่างประเทศระบุว่า ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกับการประกาศให้รัสเซียเป็นรัฐก่อการร้ายที่สหรัฐฯ ที่อาจนำมาใช้แทนกันได้

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ