วานนี้ (14 ก.ย.) โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครน ได้เดินทางไปยังเมืองอีซุมของแคว้นคาร์คีฟ ที่กองทัพยูเครนสามารถยึดคืนพื้นที่มาได้ หลังจากเปิดปฏิบัติการโต้กลับแบบสายฟ้าแลบเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เมืองอีซุมแห่งนี้เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของแคว้นคาร์คีฟ ห่างจากเมืองคาร์คีฟออกมาประมาณ 120 กิโลเมตร ที่นี่มีความสำคัญคือเป็นเมืองยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งทางรางของแคว้นคาร์คีฟ อีกทั้งยังเป็นประตูไปสู่ภูมิภาคดอนบาสด้วย
การเดินทางไปเมืองอีซุมของผู้นำยูเครนในครั้งนี้ เป็นการไปเยือนแบบไม่มีการแจ้งล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อไปให้กำลังใจกับทหารและประชาชนชาวยูเครน ตลอดจนสำรวจและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการครอบครองพื้นที่ของฝ่ายรัสเซีย
หลังจากที่ผู้นำยูเครนเดินทางไปถึงและเห็นสภาพของเมืองอีซุม ก็ได้พูดว่าสิ่งที่เห็นน่าตกใจเป็นอย่างมากและมีสภาพคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองบูชา ซึ่งเป็นเมืองแรกที่ยูเครนปลดปล่อยหลังการรุกรานในเฟสแรก และพบว่ามีการสังหารหมู่ชาวยูเครนอย่างโหดเหี้ยม
จากนั้นผู้นำยูเครนได้เดินทางไปยังเขตบาลาเคลียในเมืองอีซุม เพื่อเยี่ยมและมอบเหรียญกล้าหาญให้กับทหารและนักรบที่ประจำการอยู่ในเขตบาลาเคลีย ทั้งนี้ยังได้กล่าวขอบคุณบรรดาทหารและนักรบที่ช่วยปกป้องแผ่นดินยูเครนเอาไว้ด้วย
หลังการเยือนเมืองอีซุมเสร็จสิ้น สำนักประธานาธิบดียูเครนได้เผยแพร่ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นที่นั่น โดยภาพวิดีโอดังกล่าวเผยให้เห็นสภาพเมืองที่ไม่ต่างจากเมืองร้าง อาคารบ้านเรือนของประชาชนที่พังถล่ม มีร่องรอยของกระสุนปืนใหญ่และจรวด หรือมีรอยดำจากเพลิงไหม้ ที่เกิดจากกการโจมตีด้วยขีปนาวุธอีกด้วย ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศที่ลงไปทำข่าวในพื้นที่ก็ได้เผยแพร่วิดีโอ ที่แสดงให้เห็นภาพรถถังของรัสเซียที่พ่นตัวอักษร “ซี” (Z) ถูกทิ้งตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเมืองดูคล้ายสุสานรถถัง
ในขณะที่ตึกหรืออาคารต่าง ๆ ที่ทหารรัสเซียเคยใช้เป็นฐานที่มั่น ก็มีลังเก็บอาวุธต่าง ๆ ถูกทิ้งไว้ รวมถึงมีร่องรอยการพ่นสีเป็นรูปตัวซี (Z) บนผนัง บางจุดมีการพ่นตัวข้อความ เช่น (สามหกอาร์ยูเอส) 36RUS ซึ่งอาจเป็นตัวเลขของกองพันทหารรัสเซีย
นอกจากนี้ ทางการยูเครนยังได้พบหัวจรวดของเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องรุ่น BM21-Grad (บีเอ็มสองหนึ่ง-กราด) ซึ่งบรรจุอยู่ในลังไม้หลายสิบลัง ในพื้นที่ป่าของเมืองอีซุม
ด้านชาวเมืองอีซุมให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า พวกเขาทั้งดีใจและเศร้าใจในเวลาเดียวกัน ที่ดีใจเพราะทหารยูเครนสามารถยึดดินแดนคืนมาได้และผู้นำยูเครนได้ลงพื้นที่ไปเยือนด้วยตนเอง ส่วนที่เศร้าใจคือ ความเสียหายของเมืองจากการรุกรานรานของรัสเซีย
หลังเสร็จสิ้นการเยือน ผู้นำยูเครนได้เดินทางกลับมายังกรุงเคียฟและรายงานสถานการณ์ประจำวัน โดยระบุว่า รัสเซียได้ทำลายอาคารบ้านเรือนต่างๆ โรงเรียน รวมถึงโบสถ์ในแคว้นอีซุม และตอนนี้ทางการของยูเครนได้รวบรวมหลักฐานเพื่อเตรียมเอาผิดรัสเซียในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยูเครน
ในวันที่ยูเครนผลักรัสเซียออกไป รัสเซียตอบโต้อย่างไรในวันที่กองกำลังภาคพื้นดินและหน่วยรถถังซึ่งเป็นกำลังหลักอ่อนแรงลง
สิ่งที่รัสเซียทำคือการยิงขีปนาวุธจากระยะไกล ที่น่าสนใจคือมีเป้าหมายเป็นโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบประปา ล่าสุดคือการทำลายเขื่อน
ทางการยูเครนรายงานว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธร่อนถึง 8 ลูกเพื่อโจมตีเขื่อนเก็บน้ำที่มีชื่อว่า คาราชูนอฟ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตครีวี ริก ของแคว้นดนีโปรเปรตรอฟสก์ ทางตอนกลางของยูเครน ส่งผลให้ระบบไฮดรอริกของประตูเขื่อนได้รับความเสียหาย
หลังจากนั้นระดับน้ำในแม่น้ำก็เพิ่มสูงขึ้น และไหลทะลักเข้าท่วมในหลายพื้นที่ของเขต ครีวี ริก จนเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนในเวลากลางดึกและต้องเร่งหาทางซ่อมแซมประตูควบคุมน้ำของเขื่อน
หลังจากนั้นระดับน้ำในแม่น้ำก็เพิ่มสูงขึ้น และไหลทะลักเข้าท่วมในหลายพื้นที่ของเขต ครีวี ริก จนเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนในเวลากลางดึกและต้องเร่งหาทางซ่อมแซมประตูควบคุมน้ำของเขื่อน
จนถึงตอนนี้ทางการยูเครนรายงานว่าน้ำยังคงท่วมอยู่ โดยระดับน้ำยังไม่สูงมาก แต่ ประชาชนต้องสัญจรด้วยเรือยาง เพราะไม่สามารถเดินได้ การโต้กลับเพื่อยึดพื้นที่คืนของยูเครนในครั้งนี้ หลายฝ่ายบอกว่าเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความหมายและทำได้ดีกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและสงครามคาดไว้
อย่างไรก็ดี ชาติพันธมิตรของยูเครนไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือสหราชอาณาจักร ระบุตรงกันว่า ยูเครนยังประมาทฝั่งรัสเซียไม่ได้ เพราะกองทัพรัสเซียก็ยังคงเป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
ล่าสุดวันนี้ ( 15 ก.ย.) เยอรมนีซึ่งเป็นพันธมิตรรายใหญ่ของยูเครนจากยุโรป ก็ได้ออกมาให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกับสหรัฐฯ ว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ายูเครนชนะ
โดยเมื่อวานนี้ คริสติน แลมเบรคท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนีได้ให้สัมภาษณ์เรื่องการโต้กลับของยูเครนที่แคว้นคาร์คีฟว่า ตอนนี้ยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าการโต้กลับของยูเครนจะนำมาสู่จุดเปลี่ยนทางการทหาร
แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธว่ายูเครนสามารถวางแผนและโต้กลับรัสเซียได้เป็นอย่างดี จนทำให้กองกำลังของรัสเซียเกิดความไม่มั่นคง และไม่มีใครคาดคิดว่ายูเครนจะสามารถต้านทานรัสเซียมาได้นานถึง 7 เดือนแล้ว
นอกจากรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมแล้ว โอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ก็ได้ให้สัมภาษณ์ประเด็นยูเครนกับสื่อเช่นกัน
เขากล่าวว่าแม้ว่าทหารรัสเซียจะพ่ายแพ้จนต้องถอยร่นออกจากแคว้นคาร์คีฟ แต่ผู้นำรัสเซียดูเหมือนจะยังไม่ตระหนักว่า การตัดสินใจบุกยูเครนครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด นายกรัฐมนตรีเยอรมนีมองว่า วิธีที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้ในยูเครนคือ การทำให้รัสเซียแพ้และถอนทหารออกไปจากพื้นที่นั้น ๆ และอาวุธของเยอรมนีก็มีบทบาทสำคัญในการสู้กับรัสเซีย ดังนั้นเยอรมนีจะยังคงส่งความช่วยเหลือด้านอาวุธให้ยูเครนต่อไป
จากความเห็นของนักวิชาการและผู้นำชาติพันธมิตรตะวันตกอาจตีความได้ว่าสงครามยูเครนยังไม่ถึงจุดเปลี่ยนที่จะนำไปสู่การลงนามสันติภาพ
ดังนั้นอาวุธยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับยูเครนในการทำสงคราม ซึ่งผู้นำเยอรมนีและสหรัฐฯ ได้ตอบรับและยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ยูเครนต่อ
สำหรับสหรัฐฯ นอกจากสัญญาว่าจะช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ยูเครนต่อแล้ว ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ส่งสัญญาณออกมาว่าจะพิจารณาสถานะรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายของรัสเซีย ที่ยูเครนเคยร้องขอไปตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา
ปัจจุบันมี 4 ประเทศที่อยู่ในสถานะรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย ประกอบไปด้วย เกาหลีเหนือ คิวบา อิหร่าน และซีเรีย
โดยถูกขึ้นสถานะเป็นรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย จะมีผลทางกฎหมายทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ เจรจาค้าขายอาวุธ รวมถึงจำกัดเรื่องการเงินและอื่น ๆ กับประเทศที่อยู่ในรายชื่อได้
ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนของสหรัฐฯ พยายามผลักดันและกดดันให้รัฐบาลประกาศให้รัสเซียเป็นรัฐที่สนับสนุนการก่อร้ายด้วยเหตุผลว่า นโยบายคว่ำบาตรที่ใช้อยู่ไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ดี รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เพราะการประกาศให้รัสเซียเป็นรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย จะส่งผลกระทบต่อการให้ความช่วยเหลือยูเครน
นอกจากนี้ ยังอาจจะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือการส่งออกธัญพืชในทะเลดำ และที่สำคัญคือ ปิดทางการใช้การทูตเพื่อยุติสงคราม เพราะถ้าเป็นรัฐก่อการร้ายแล้วก็ยากที่ผู้นำรัสเซียจะขึ้นโต๊ะเจรจาและลงนามสันติภาพกับผู้นำยูเครนในอนาคต
แต่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ นิ่งเฉย โฆษกกระทรวงต่างประเทศระบุว่า ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกับการประกาศให้รัสเซียเป็นรัฐก่อการร้ายที่สหรัฐฯ ที่อาจนำมาใช้แทนกันได้