ช่วงเวลา 70 ปีที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรและประมุขของเครือจักรภาพนั้นยาวนานเกือบเท่าชีวิตของคนๆ หนึ่ง โดย CIA World Factbook หรือทรัพยากรข้อมูลของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ รวบรวมข้อมูลอายุของประชากรในประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่า 9 ใน 10 ของประชากรโลกทุกวันนี้เกิดหลังจากที่พระองค์ทรงขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว ยังพอมีคนที่ทันช่วงเวลาของกษัตริย์อังกฤษองค์ก่อนหน้า แต่ล้วนมีอายุ 65 ปีหรือมากกว่า
นั่นหมายความว่าทุกวันนี้ประชากรส่วนใหญ่บนโลกรู้จักกษัตริย์อังกฤษเพียงพระองค์เดียวนั่นคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
7 ทศวรรษที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านเหตุการณ์สำคัญ ทั้งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อด้วยสงครามเกาหลี ที่โลกเข้าสู่การแข่งขันของสองขั้วอำนาจ นั่นคือฝ่ายประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐฯ และฝ่ายสังคมนิยมที่นำโดยสหภาพโซเวียต
ตามมาด้วยการแข่งขันทางด้านอวกาศของสองชาติยักษ์ใหญ่ ซึ่งในที่สุดผู้ปักธงแรกลงบนดวงจันทร์ได้ก่อนคือ สหรัฐฯ
สงครามเวียดนาม รวมถึงวิกฤตนิวเคลียร์ในคิวบา เหตุการณ์สหภาพโซเวียตล่มสลาย หลายชาติกลับมามีเอกราช มีประเทศใหม่อุบัติขึ้น และสหรัฐฯ ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเดียวของโลก แต่ไม่นานโลกก็เข้าสู่สงครามก่อการร้าย หลังอัลกออิดะห์ขับเครื่องบินชนอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ พิษเศรษฐกิจปี 2008
พระองค์ทรงเป็นประจักษ์พยานของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เหล่านี้ แม้สถานะประมุขจะกีดกันราชวงศ์ออกจากความขัดแย้ง ทรงทำได้เพียงแค่สังเกตการณ์ ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเจรจาใดๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พระองค์ทรงมีอิทธิพลอย่างมาก
ตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงได้พบและต้อนรับบุคคลสำคัญมากมายทั้งในทางการเมือง สังคม วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงแวดวงบันเทิง
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จำนวน 13 จาก 14 คนล่าสุดล้วนเคยมีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ หรือเรียกได้ว่า พระองค์พบกับผู้นำสหรัฐฯ ทุกคนตั้งแต่ แฮร์รี ทรูแมน จนถึง โจ ไบเดน เว้นแต่เพียงลินดอน จอห์นสัน
ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เคยกล่าวถึงประสบการณ์เข้าเฝ้า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ว่า สายตาที่พระองค์มองมาเหมือนสายตาที่แม่มองลูก คล้ายกับที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา เคยเล่าไว้ว่า บุคลิกของพระองค์คล้ายคุณยายของเขา ทั้งสุภาพและตรงไปตรงมา
นอกเหนือจากสหรัฐฯ พระองค์ทรงพบปะกับผู้นำโลกจากหลากหลายประเทศ ตั้งแต่กษัตริย์คาหลิดแห่งซาอุดิอาระเบียในช่วงทศวรรษ 1980 และพระองค์ยังทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่ได้เสด็จดำเนินบนกำแพงเมืองจีนระหว่างพระราชกรณียกิจเยือนจีนในปี 1986 และได้ทรงพบกับประธานาธิบดี เติ้ง เสี่ยวผิง ด้วย
พระราชกรณียกิจเกิดขึ้นในช่วงที่จีนเพิ่งจะเปิดประเทศสู่ชาวโลก และประธานาธิบดีเติ้ง เสี่ยวผิง ต้องการให้ชาวจีนสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวตะวันตกผ่านแผนการเยือนครั้งนี้ ขณะที่ฝ่ายสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เอง แผนการเยือนก็เกิดขึ้นหลังอังกฤษและจีนเพิ่งจะตกลงที่จะคืนฮ่องกง
ต่อมาในทศวรรษ 1990 พระองค์เดินทางไปเยือนรัสเซีย ด้วยเป้าหมายเยียวยาความเป็นปฏิปักษ์ในช่วงสงครามเย็นระหว่างอังกฤษและรัสเซียที่มีมานานเกือบ 50 ปีโดยมีประธานาธิบดีบอริส เยลซินถวายการต้อนรับ
หลังพระราชกรณียกิจเยือนรัสเซีย พระองค์ตรัสผ่านการถ่ายทอดสดทางวิทยุว่า โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพราะก่อนหน้านี้พระองค์ไม่เคยคาดคิดว่าในช่วงชีวิตนี้จะได้มาเยือนรัสเซีย
ในภาพรวมพระองค์เสด็จเยือนมาแล้วมากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก พบปะกับผู้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน การอุทิศตนเช่นนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลก และตัวพระองค์เองยังได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นเลิศในการใช้ซอฟเพาเวอร์
การสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จึงไม่ใช่แค่ความสูญเสียต่อราชวงศ์อังกฤษ หากโลกยังสูญเสียหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ครองราชย์ยาวนานที่สุดและผู้เป็นภาพแทนของประวัติศาสตร์ในยุคสมัยหนึ่งของสหราชอาณาจักรอันน่าจดจำ