อนาคตของเครือจักรภพ หลังหมดยุคควีนเอลิซาเบธที่ 2


โดย PPTV Online

เผยแพร่




การครองราชย์ 70 ปี ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 นับว่ามีความยาวนานอย่างยิ่ง สหราชอาณาจักรและราชวงศ์อังกฤษเผชิญความเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยรัชสมัยของพระองค์เปิดฉากขึ้นในช่วงที่จักรวรรดิอังกฤษอันยิ่งใหญ่ได้ล่มสลายลง หลายประเทศที่เคยอยู่ใต้จักรวรรดิกลายเป็นเอกราช และหันมารวมตัวกันหลวมๆ ในฐานะประเทศเครือจักรภพ ภายใต้หลักการที่แต่ละประเทศเป็นอิสระและมีสถานะเท่าเทียมกัน

การสร้างความเป็นหนึ่งเดียว รวมถึงรักษาสายสัมพันธ์ของสถาบันกษัตริย์อังกฤษและประเทศในเครือจักรภพจึงกลายเป็นภารกิจใหญ่ตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เช่นเดียวกับที่ภารกิจนี้จะถูกส่งต่อไปยังพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในขณะที่หลายประเทศในเครือจักรภพกำลังส่งสัญญาณว่าต้องการผลักดันการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ต้องการให้กษัตริย์อังกฤษเป็นพระประมุขแห่งรัฐอีกต่อไป

ประวัติ “ควีนเอลิซาเบธที่ 2” กษัตริย์ผู้ครองราชย์ยาวนานที่สุดของสหราชอาณาจักร

"London Bridge is down" รหัสลับ "สะพานลอนดอนล่ม" เมื่อควีนเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคต

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปี 1952 เป็นช่วงเวลาที่อังกฤษสูญเสียสถานะผู้นำโลก เพราะแม้เป็นฝ่ายชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ดินแดนต่างๆ ที่เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมต่างก็ทยอยเป็นเอกราช

ประเทศต่างๆ ที่เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษ หันมามีความสัมพันธ์หลวมๆโดยสมัครใจในฐานะเครือจักรภพ บนหลักการว่าสมาชิกมีความเป็นอิสระเท่าเทียสมกัน

การทำให้ประเทศต่างๆ ในเครือจักรภพที่มีความแตกต่างหลากหลาย ตั้งแต่ขนาดไปจนถึงความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ประเทศในแถบแคริบเบียน และอดีตอาณานิคมในแอฟริกา ยังคงมีความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีกับอังกฤษ รวมถึงการทำให้ราชวงศ์อังกฤษยังมีความสำคัญในประเทศเหล่านี้ จึงเป็นภารกิจสำคัญอย่างยิ่ง

โดยในการเสด็จเยือนแอฟริกาใต้เมื่อปี 1947 ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธพระองค์ได้ทรงประกาศพระราชปณิธานในการทุ่มเทอุทิศพระองค์เพื่อเครือจักรภพ พระราชดำรัสนี้ถูกถ่ายทอดผ่านวิทยุจากเมืองเคปทาวน์

ส่วนในพระราชดำรัสในวันคริสมาสต์ปี 1953 ปีแรกหลังขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ตรัสว่าเครือจักรภพไม่เหมือนกับจักรวรรดิในอดีต เครือจักรภพเป็นแนวคิดใหม่ ที่สร้างขึ้นบนจิตวิญญาณแห่งความเป็นมิตร ปรารถนาในเสรีภาพและสันติภาพ

นี่สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ยอมรับว่าสถาบันและอังกฤษจำเป็นต้องปรับตัวรับประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการล่มสลายของจักรวรรดิอังกฤษ โดยต้องให้คุณค่ากับความเสมอภาคและความเป็นอิสระของประเทศต่างๆ

ตลอดรัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงทุ่มความสำคัญให้กับการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศในเครือจักรภพ การเสด็จเยือนประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นหลายครั้ง

นอกจากเคนยา ที่พระองค์เสด็จเยือนในฐานะเจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธ ก่อนจะต้องเสด็จกลับกรุงลอนดอนอย่างรวดเร็วพร้อมด้วยสถานะที่เปลี่ยนไปในฐานะสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เนื่องจากการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระราชบิดาแล้ว

หมู่เกาะเบอร์มิวดา ดินแดนโพ้นทะเลในแอตแลนติดคือที่แรกที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จเยือนหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 1953

แต่การเสด็จเยือนเครือจักรภพครั้งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คือการเยือนกานาเมื่อปี 1961ในเวลานั้นโลกกำลังตึงเครียดจากสงครามเย็นและ ‘กวาเม อึนรูมา’ ประธานาธิบดีของกานาก็กำลังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้นกับโซเวียต  ทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ กังวลว่ากานาจะออกจากเครือจักรภพและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลโซเวียต

นี่ถูกมองเป็นภารกิจสำคัญของพระองค์ในการโน้มน้าวไม่ให้ประธานาธิบดีอึนรูมานำประเทศออกจากเครือจักรภาพ

โดยการเยือนกานาครั้งนั้นของพระองค์กลายเป็นข่าวพาดหัวเมื่อทรงเต้นรำกับประธานาธิบดีกวาเม อึนรูมา ในงานเลี้ยง

ภาพนี้ถูกเรียกว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของเครือจักรภพ และเปรียบเหมือนการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลังของการไม่แบ่งแยกทางเชื้อชาติ และเน้นย้ำว่าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะทรงปฏิบัติต่อผู้นำประเทศในเคริออย่างเท่าเทียม    และจนถึงปัจจุบันนี้กานาก็ยังคงเป็นสมาชิกเครือจักรภพ แม้จะมีประธานาธิบดีเป็นประมุข

การเยือนครั้งนั้นยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า แม้สถาบันกษัตริย์อังกฤษมีพระราชอำนาจจำกัด แต่พระองค์ก็ยังแสดงบทบาทสำคัญในเวทีโลก

ข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 สร้างความอาลัยให้กับประชาชนในกานา  จนถึงตอนนี้ มี 56 ประเทศที่เป็นสมาชิกเครือจักรภพ  และมีประชากรรวมกันมากถึง 2,500 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งโลก และส่วนใหญ่ไม่ใช่คนผิวขาว

ในจำนวนประเทศเครือจักรภพ ยังมี 15 ประเทศมีพระมหากษัตริย์ของอังกฤษเป็นพระประมุขของรัฐ เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จาเมกา โดยอำนาจของสถาบันคงอยู่ในเชิงสัญลักษณ์  ไม่ใช่การตัดสินใจทางการเมือง

แม้ความทุ่มเทของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ต่อการรักษาสายสัมพันธ์กับเครือจักรภพเป็นที่ประจักษ์ และความเคารพที่พระองค์ได้รับจากประเทศเครือจักรภพได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ว่ายากที่จะหาใครเทียบได้ แต่ในรัชสมัยของพระองค์ก็มีความพยายามหลายครั้งจากประเทศในเครือจักรภพที่ไม่ต้องการให้กษัตริย์อังกฤษเป็นพระประมุขของรัฐอีกต่อไป

โดยปัจจัยสำคัญมาจากความสัมพันธ์อันซับซ้อนและหลายครั้งก็ขมขื่น ที่ประเทศเหล่านี้มีต่ออดีตจักรวรรดิอังกฤษที่เคยปกครองมายาวนาน ทั้งเรื่องการกดขี่ แบ่งแยก ไปจนถึงการค้าทาส 

ปี 1999  ออสเตรเลียได้จัดการลงประชามติ ถามความเห็นประชาชนว่า ต้องการเป็นสาธารณรัฐโดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศหรือไม่ ซึ่งผลออกมาสูสี โดยฝ่านหนุนสาธารณรัฐที่ไม่ต้องการให้กษัตริย์อังกฤษเป็นพระประมุขพ่ายแพ้ไปร้อยละ 45 ต่อ 55

แต่ที่บาร์เบโดส การประชามติเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2021  ผลคือประชาชนส่วนใหญ่เลือกเป็นสาธารณรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ไม่ใช่พระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษอีกต่อไป แต่ยังคงสถานะเป็นสมาชิกเครือจักรภพอยู่

ล่าสุด การสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้จุดกระแสเรียกร้องเป็นสาธารณรัฐในออสเตรเลียอีกครั้งโดยมีนักการเมืองจากพรรคกรีนเป็นผู้เปิดประเด็น

แต่นายกรัฐมนตรี แอนโธนี อัลบานีส ยืนยันว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะถกเถียงประเด็นดังกล่าว นี่เป็นเวลาแห่งการรำลึกถึงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ผู้ทรงทุ่มเทตลอด 70 ปี ในฐานะพระประมุขของออสเตรเลีย โดยพระองค์ควรค่าแก่การได้รับความเคารพจากทุกฝ่าย

 

อัลบานีสยืนยันว่า จะไม่มีการทำประชามติเรื่องสาธารณรัฐเกิดขึ้นในสมัยแรกของเขา แม้เขามีจุดยืนสนับสนุนสาธารณรัฐก็ตาม  

ที่จาเมกา  เพียง 1 วันหลังการสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 หนังสือพิมพ์ชั้นนำของประเทศอย่าง The Gleaner ก็พาดหัวว่านี่จะทำให้จาเมกาแยกจากสถาบันกษัตริย์อังกฤษได้ง่ายขึ้น

ส่วนที่แอนติกาและบาร์บูดา ประเทศในแคริบเบียบตะวันออก หนึ่งในประเทศเครือจักรภพที่กษัตริย์อังกฤษทรงเป็นพระประมุข ก็ประกาศว่าอาจมีการทำประชามติถามความเห็นประชาชนเรื่องการเป็นสาธารณรัฐภายในอีก 3 ปี

นายกรัฐมนตรีแกสตัน บราวน์ ยืนยันว่าไม่ได้มาจากความรู้สึกเป็นศัตรูต่อราชวงศ์อังกฤษ แต่การเป็นสาธารณรัฐหมายถึงขั้นตอนสุดท้ายแห่งวงจรอิสรภาพ ที่แอนติกาและบาร์บูดาจะกลายเป็นประเทศอธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

นี่อาจเป็นสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงระลอกใหม่ที่กำลังตั้งเค้าให้เห็นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของราชวงศ์อังกฤษ

นักประวัติศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าการรักษาเอกภาพของเครือจักรภพ โดยเฉพาะความสำคัญของราชวงศ์ในประเทศที่กษัตริย์อังกฤษทรงเป็นพระประมุขจะเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในรัฐสมัยของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 

โดยเยียวยาบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ตกค้างมาจากการปกครองยุคจักรวรรดิ  อาจเป็นส่วนสำคัญต่อความรู้สึกของคนในหลายประเทศเครือจักรภพ รวมถึงรักษาความยอมรับนับถือที่พวกเขามีต่อราชวงศ์อังกฤษ และพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก็น่าจะทรงตระหนักดีถึงความจำเป็นนี้

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในการประชุมผู้นำรัฐบาลประเทศเครือจักรภพที่รวันดา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งในขณะนั้นคือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมาร ได้ตรัสแสดงความเสียพระทัยของพระองค์ต่อการค้าทาสในยุคจักรวรรดิ  และขอให้เครือจักรภพร่วมกันหาหนทางใหม่ในการยอมรับอดีต

อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงยอมรับว่า การตัดสินใจของราชอาณาจักรในเครือจักรภพ ว่าจะเป็นสาธารณรัฐหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสมาชิกแต่ละประเทศ

สอดคล้องกับที่นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า พระองค์จะไม่ขัดขวางหรือแทรกแซง หากประชาชนในประเทศเครือจักรภพเหล่านั้นต้องการผลักดันไปสู่สาธารณรัฐ เนื่องจากทั้งสถาบันกษัตริย์และรัฐบาลสหราชอาณาจักรไม่มีอำนาจในการยับยั้งประเทศเหล่านี้ซึ่งล้วนเป็นเอกราช มีอำนาจจัดการกิจการภายในของตัวเอง

และการไม่แทรกแซงก็เป็นแนวทางที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระราชมารดาของพระองค์ทรงยึดถือมาตลอด 70 ปี

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ