เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ามาห์ซา อามินี (Mahsa Amini) หญิงสาวชาวเคิร์ดวัย 22 ปี ที่เดินทางมาเยี่ยมญาติที่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ถูกตำรวจจับกุมตัวเนื่องจากเธอไม่ยอมปฏิบัติตามกฎการสวมใส่ฮิญาบให้เหมาะสม ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายหลักของประเทศที่บังคับให้ผู้หญิงทุกคนในอิหร่านต้องใส่ฮิญาบให้ถูกต้อง ตามรายงานข่าวมีพยานที่เห็นเหตุการณ์ ระบุว่าเห็นเธอถูกตำรวจทุบตีในรถตู้ของตำรวจด้วย ในขณะที่ฝั่งตำรวจได้ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้
ครอบครัวของอามินี เล่าว่าได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ ว่าเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากถูกจับกุม และถูกย้ายไปห้องผู้ป่วยฉุกเฉินในโรงพยาบาลคาสรา ต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งว่าอามินีเสียชีวิตแล้วด้วยอาการหัวใจวาย ในขณะที่ทางครอบครัวไม่ปักใจเชื่อและยืนยันว่าเธอมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เคยป่วยโรคใดๆ เลย โดยทางพ่อของเธออยากให้ตำรวจศีลธรรมได้ออกมาแสดงรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของลูกสาว
ครอบครัวยังบอกอีกด้วยว่าหลังจากอามินีถูกพาไปที่โรงพยาบาล เธอมีอาการโคม่า และทางโรงพยาบาลก็แจ้งกับครอบครัวว่าอามินีมีภาวะสมองตาย ขณะเดียวกันก็มีรูปที่เธอนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาล เต็มไปด้วยผ้าพันแผลรอบๆ ศีรษะ และมีท่อช่วยหายใจ ถูกเผยแพร่ออกมาในโลกโซเชียล
จากเหตุการณ์การเสียชีวิตของเธอ คนมีชื่อเสียงของอิหร่าน รวมทั้งนักการเมืองได้ออกมาประณามเหตุการณ์นี้ อย่างมาห์มูด ซาเดกี (Mahmood Sadeghi) อดีตสมาชิกสภาของอิหร่านออกมาเรียกร้องให้ผู้นำสูงสุดของประเทศ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เขาได้ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “ไหนละ ผู้นำสูงสุดที่เคยออกมาประณามการกระทำของตำรวจสหรัฐต่อการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ แล้วดูการกระทำของตำรวจอิหร่านกับมาห์ซา อามินีล่ะ เป็นอย่างไร”
ด้านนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ได้ออกมาประณามเหตุการณ์นี้และขอให้อิหร่านยุติปัญหาการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิงทุกคน ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เรียกร้องให้ทางการอิหร่านตั้งคณะกรรมการสืบสวนอิสระเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อประเด็นการเสียชีวิตของอามินี
“ทางเราได้รับรายงานว่าคุณอามินีถูกกระบองตีที่ศีรษะ และที่ศีรษะของเธอก็มีร่องรอยถูกกระแทกกับรถของตำรวจศีลธรรม ทางการได้ออกมาแถลงว่าเธอเสียชีวิตโดยธรรมชาติ ตอนนี้นาดา อัล-นาชิฟ รักษาการข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯ ได้เรียกร้องให้มีการสืบสวนที่เป็นธรรม โดยละเอียดและทันที การเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าของคุณอามินี และคำกล่าวอ้างว่ามีการทำร้ายและทรมานต้องได้รับการสืบสวนอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพโดยหน่วยงานอิสระ เพื่อให้แน่ใจว่าครอบครัวของเธอจะได้รับรู้ความจริงและได้รับความเป็นธรรม”
ในขณะที่การประท้วงที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ได้ทวีความรุนแรงและดุเดือดมากขึ้น หลังจากศพของอามินีถูกเคลื่อนย้ายจากโรงพยาบาลไปที่บ้านเกิดของเธอในจังหวัดซักเกซ (Saqqez) แถบภูมิภาคเคอร์ดิชสถาน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน ซึ่งในงานศพก็มีผู้ประท้วงไปรวมตัวกันและพยายามจะเข้าไปร่วมงานศพ ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนชาวเคิร์ดรายงานว่าตำรวจได้ฉีดสเปรย์พริกไทยเพื่อสลายการชุมนุม โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 30 คน ต่อมา การประท้วงได้ขยายพื้นที่ไปยังอีกกว่า 50 เมืองทั่วอิหร่าน อย่างที่หน้าโรงพยาบาลคาสราในกรุงเตหะราน ที่ซึ่งอามินีรักษาตัวและเสียชีวิตที่นั่นก็มีกลุ่มผู้ประท้วงที่เป็นผู้หญิงออกมารวมตัวกัน ส่วนหน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเตหะราน ก็มีกลุ่มนักศึกษากว่า 100 คน ถือโปสเตอร์ว่า “ผู้หญิง ชีวิต และอิสรภาพ” (Women, Life, Freedom)
ในขณะที่กระแสความโกรธแค้นของผู้ประท้วงยังลามไปถึงในโลกโซเชียลเช่นเดียวกัน มีภาพที่ผู้หญิงที่ออกมาเผาฮิญาบ ส่วนอีกคลิปในทวิตเตอร์ ผู้หญิงที่ใช้ชื่อว่า ฟาเซห์ อาฟชาน กำลังใช้กรรไกรตัดผมยาวของตัวเอง พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า การเสียชีวิตของอามินีไม่ใช่คนแรก และจะไม่ใช่คนสุดท้ายเพียงเหตุผลเพราะใส่ฮิญาบไม่เหมาะสม
โดยแฮชแท็กภาษาเปอร์เซียนว่า #MahsaAmini ขึ้นอันดับ 1 ในทวิตเตอร์อีกด้วย ผู้หญิงที่ออกมาร่วมประท้วงคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่าพอรู้ข่าวของอามินี ก็สะเทือนใจอย่างมาก และอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเธอเอง พ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร
จนถึงขณะนี้ เหตุการณ์การประท้วงยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนลง ขณะที่ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 35 คนแล้ว ทำไมฮิญาบ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการถูกกดขี่ ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิงทุกคนในอิหร่าน?
ยุคก่อนปฏิวัติอิสลาม 1979 ภายใต้การปกครองของพระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องสวมฮิญาบ โดยกฎหมายในตอนนั้นถึงกับสั่งห้ามผู้หญิงสวมผ้าคลุมแบบอิสลาม หากพบเจอจะถูกลงโทษ ในเวลานั้นจึงเห็นภาพของผู้หญิงที่สวมใส่ชุดแบบยุโรปและตะวันตก
แต่หลังเหตุการณ์การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 เมื่ออิหร่านตกอยู่ภายใต้การปกครองของอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ได้ออกกฎหมายให้ผู้หญิงทุกคนต้องสวมผ้าคลุมฮิญาบเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อย่างสิ้นเชิง ทางการอิหร่านได้ตั้งตำรวจศีลธรรม ผู้ซึ่งทำหน้าที่สอดส่องการแต่งกายของผู้หญิงโดยเฉพาะ โดยตำรวจศีลธรรมจะตระเวนตรวจตราไปตามท้องถนน และจะจับกุมผู้หญิงคนที่ละเมิดกฎ ทั้งไม่สวมฮิญาบหรือแม้แต่สวมใส่ไม่เหมาะสมขึ้นรถตู้ของตำรวจ ซึ่งหลายคนรู้จักในนามว่า “สารวัตรแนะแนว”
ตลอดระยะเวลาที่กฎหมายนี้ถูกบังคับใช้ มีผู้หญิงหลายคนที่พยายามต่อต้าน และออกมาเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ บ้างก็สวมใส่แบบหลวมๆ ไม่คลุมทั้งหมดและปล่อยให้ตกลงมาที่ไหล่ ภาพของการออกมาเผาผ้าฮิญาบในปัจจุบันไม่ใช่ครั้งแรก การประท้วงเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมานานแล้ว และมีภาพคนออกมาเผาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
อาเซีย อามินี นักเขียนและนักข่าว บอกกับสำนักข่าวยูโรนิวส์ว่า ปัญหาของการบังคับให้ผู้หญิงทุกคนสวมฮิญาบนั้นมันทำให้ทุกคนเกลียดและกลัวฮิญาบ โดยที่ทุกคนต่างก็มองว่ารัฐกำลังใช้ฮิญาบเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพ ฮิญาบถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ไปแล้ว และตอนนี้พวกเธอก็ทนไม่ไหวแล้วด้วย กระแสของการประท้วงมันดังขึ้นทุกวัน พวกเธอต้องการอิสรภาพ ต้องการประชาธิปไตย และต้องการอิสระในรัฐอิสลาม เหตุการณ์การฆ่ามาห์ซา อามินี ได้เปิดประตูความเคียดแค้นของผู้หญิงทุกคนแล้ว
กลุ่มจี7 ประณามรัสเซีย จัดประชามติจอมปลอมในยูเครน
พฤติกรรมคนซื้อที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไป เมื่อ "เทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น"