หลังจาก นายิบ บูเคเล ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศเอลซัลวาดอร์ ในเดือนมิถุนายน ปี 2019 เขาได้ประกาศสงครามกับแก๊งก่ออาชญากรรมทั่วประเทศ จากมาตรการที่เด็ดขาดนี้ทำให้ตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่านี้ของการดำรงตำแหน่งของเขา สามารถจับกุมเหล่าอาชญากรไปได้เป็นจำนวนมาก ในขณะที่รายงานจากองค์กรไม่แสวงผลกำไร International Crisis Group หรือ ICG ระบุว่าเอลซัลวาดอร์กำลังเผชิญกับปัญหานักโทษล้นคุก
ย้อนกลับไปเมื่อวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา แก๊งอาชญากรรม 2 แก๊งได้ก่อคดีฆาตกรรมถึง 62 คดีภายในวันเดียว เหตุการณ์ครั้งนั้นเรียกได้ว่าเป็น 24 ชั่วโมงแห่งประวัติศาสตร์ความรุนแรงครั้งร้ายแรงที่สุดในเอลซัลวาดอร์นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองเมื่อปี 1992
ประธานาธิบดีบูเคเล ได้ประกาศ “สภาวะฉุกเฉิน” เป็นเวลา 30 วัน จำกัดสิทธิในการรวมกลุ่มของประชาชน อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทำการจับกุมผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหมายค้น และยังสามารถติดตามหรือดักฟังการสื่อสารใดๆ ก็ได้เป็นกรณีพิเศษ มีรายงานว่าในเวลาเพียงเดือนครึ่ง มีผู้ถูกจับกุมไปแล้วมากกว่า 25,000 คน โดยจากคำเปิดเผยข้อมูลบางส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ทำการจับกุมจะมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการก่ออาชญากรรมสูง และบางครั้งแค่บางคนที่มีรอยสักก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกจับกุม
“นายิบ บูเคเล” ถูกมองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน เหตุจับคนบริสุทธ์เข้าคุก
อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสามารถมีอำนาจในการจับกุมบุคคลต้องสงสัยที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรม ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีบูเคเล ถูกวิจารณ์ว่ามีการจับกุมแบบตามอำเภอใจและมีหลายคนที่เป็นตกเป็นผู้ต้องสงสัย ถูกจับกุมตัวทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
ขณะเดียวกันกลุ่มสิทธิมนุษยชน รวมทั้งคนที่สมาชิกในครอบครัวถูกจับกุมตัวไปยังออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์มาตรการการจับกุมนี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิ โดยอ้างถึงรายงานการทรมานร่างกาย รวมทั้งมีคนเสียชีวิตจากการถูกจับกุมนี้ถึง 80 คน
ทั้งนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชน รวมทั้ง Human Right Watch และองค์กรอเมริกันกลาง ได้รับคำร้องเรียนกว่า 200 รายการที่ระบุถึงประชาชนคนบริสุทธิ์ที่ถูกจับกุมตัวไปกว่า 160 คนในช่วงการประกาศสภาวะฉุกเฉิน โดยพวกเขาบอกว่าการจับกุมนี้ภาครัฐทำแบบตามอำเภอใจ ในขณะที่ประธานาธิบดีบูเคเล ออกมาตอบโต้ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัวเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2565 ว่าคนบริสุทธิ์ที่ถูกจับกุมตัวไปนั้นมีเพียงแค่ 1% เท่านั้น พร้อมทั้งบอกว่าในปฏิบัติการที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศนี้ ก็เป็นธรรมดาที่อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้าง
นับตั้งแต่การประกาศสภาวะฉุกเฉินเมื่อเดือนมีนาคม ก่อนที่ประธานาธิบดีบูเคเลจะขยายเวลาการประกาศต่อไปอีกเนื่องมาจากว่าตัวเลขของคดีอาชญากรรมยังคงเพิ่มขึ้น โดยในปี 2020 เขายังได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้กำลังสังหารสมาชิกแก๊งอาชญากรได้
แต่ล่าสุด องค์กรไม่แสวงผลกำไร ICG ระบุว่านโยบายประกาศสงครามกับอาชญากรของบูเคเล อาจทำให้เกิด “ปฏิกิริยาย้อนกลับ” หรือ “Boomerang Effect” อธิบายให้ชัดเจนก็คือว่ายิ่งหยุดยิ่งเพิ่ม ยิ่งห้ามยิ่งทำ เช่น ในกรณีของการจับกุมคนบริสุทธิ์เข้าคุก จะยิ่งไปเพิ่มความโกรธแค้นให้คนเหล่านี้ลุกฮือขึ้นมา และอาจก่อหวอดในเรือนจำ หรือพยายามหลบหนีออกมาและอาจมารวมกลุ่มเป็นแก๊งกันต่อไป
ในขณะที่ ICG ยังรายงานเพิ่มเติมอีกด้วยว่ามาตรการปราบปรามนี้อาจเพิ่มความไม่พอใจให้แก่นักโทษและอาจทำให้พวกเขาต่อต้านแบบไร้ขีดจำกัดเพราะไม่เห็นหนทางที่อยากจะกลับไปปฏิบัติตามกฎของสังคม
ในขณะที่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบูเคเลได้ประกาศว่ารัฐบาลได้เอาชนะแก๊งอาชญากรด้วยการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการตั้งคำถามของนานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่มองว่านายบูเคเลกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชน และใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบ ในขณะที่นายบูเคเลกล่าวว่าไม่ว่าใครจะทำอะไร ใครจะพูดอะไร หรือใครจะเขียนอะไร นั่นก็หมายถึงพวกเขาต้องการจะโจมตีประเทศเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า และพวกเขาก็จะไม่หยุด ตราบใดที่เรามีพระเจ้าและประชาชนชาวเอลซัลวาดอร์ที่ยืนหยัดเคียงข้างกัน
ในขณะที่เดือนเดียวกันนั้นเอง เอริกา เกวารา โรซาส ผู้อำนวยการองค์กรแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ระบุว่าสถานการณ์การปราบปรามและการจับกุมประชาชนคนบริสุทธิ์ในเอลซัลวาดอร์เลวร้ายลงอย่างมาก มีทั้งเด็กที่ถูกจับกุมไปโดยที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ ได้สร้างเรือนจำขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นที่สามารถรองรับนักโทษได้ 40,000 คน แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานักโทษล้นคุกได้ทันที
แม้จะประกาศสงครามกับแก๊งอาชญากรรมเด็ดขาด และดำเนินมาตรการปราบปรามเข้มงวด แต่ที่ผ่านมาจำนวนคดีอาชญากรรมทั้งการขู่กรรโชกทรัพย์ ฆาตกรรม หรือแม้แต่คดียาเสพติดในเอลซัลวาดอร์ก็ไม่ได้ลดลงเลย แถมยังเพิ่มมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ
จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว (2021) สำนักข่าวรอยเตอร์สและสื่ออื่นๆ อีกหลายสำนักรายงานว่าช่วงแรกของการทำงานในรัฐบาลของนายบูเคเลนั้น นโยบายการปราบปรามแก๊งอาชญากรประสบความสำเร็จ และลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่ต่อมาจะพบว่ารัฐบาลของนายบูเคเลได้นัดประชุมลับกับเหล่าหัวหน้าแก๊งอาชญากรเพื่อทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน เช่น การลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายบูเคเลแลกกับเงิน ซึ่งเรื่องอื้อฉาวนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เข้ามาแทรกแซงในการตรวจสอบจนนำไปสู่การจับกุมเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ 2 คนที่ไปเจรจาผลประโยชน์นี้กับแก๊งอาชญากร
เว็บไซต์ World Population Review เปิดเผยผลสำรวจการจัดอันดับประเทศที่มีอัตราอาชญากรรมสูงสุด 10 ประเทศ ประจำปี 2022 พบว่าเอลซัลวาดอร์อยู่ในอันดับที่ 8
กาชาดสากลชี้เมืองมาริอูโปลของยูเครน เผชิญวิกฤตมนุษยธรรม
เหตุฆาตกรรมวันเดียว 62 คดี เอลซัลวาดอร์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน