ใน “ปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน” ของรัสเซียที่ผ่านมา มักมีข่าวการปลดและแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาในกองทัพอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่า เป็นผลมาจากความล้มเหลวของรัสเซียในการบุกยูเครน โดยเฉพาะในช่วงหลังที่ยูเครนอ้างว่าสามารถทวงคืนแผ่นดินได้หลายพันตารางกิโลเมตร
ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ (8 ต.ค.) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ประกาศแต่งตั้ง “เซอร์เกย์ ซูโรวิคิน (Sergey Surovokin)” นายพลวัย 56 ปีผู้ขึ้นชื่อเรื่อง “ความโหดเหี้ยม” เป็นผู้นำในการบุกยูเครนคนใหม่
สหรัฐอ้าง “ยูเครนมีเอี่ยว” เหตุคาร์บอมบ์สังหารลูกสาวคนสนิทปูติน
การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ปูตินสั่งปลดผู้บัญชาการทหารอาวุโสของรัสเซีย 2 นาย เนื่องจากเสียดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตอนใต้ของยูเครน รวมถึงจากเหตุการระเบิดทำลายสะพานเคิร์ช ซึ่งเป็นทางเชื่อมที่สำคัญระหว่างรัสเซียและภูมิภาคไครเมีย
สำหรับตัวของซูโรวิคินนั้น เป็นนายทหารตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต เคยถูกจำคุก 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 1991 หลังจากที่เขาสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสังหารผู้ประท้วงในกรุงมอสโกไปถึง 3 คน แต่ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตัดสินโทษ ส่วนอีกครั้งถูกจำคุกฐานลักลอบค้าอาวุธ ซึ่งก็ไม่ได้รับโทษเช่นกัน
ในปี 2017 ซูโรวิคินได้รับฉายาวีรบุรุษรัสเซียและเหรียญกล้าหาญ จากผลงานของเขาในซีเรีย ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังการบินและอวกาศรัสเซีย
Jamestown Foundation องค์กรคลังสมองด้านนโยบายป้องกันประเทศในสหรัฐฯ รายงานว่า ซูโรวิคินเป็นนายทหารรัสเซียที่ “โหดเหี้ยม”
รายงานระบุว่า “หลังจากปี 2008 เป็นต้นมา ซูโรวิคินประสบความสำเร็จในอาชีพการงานในระดับสูงสุดด้านเสนาธิการและกลาโหม ระหว่างการปฏิรูปทางทหารที่รุนแรงซึ่งต้องการความโหดเหี้ยม”
ซูโรวิคินถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้รับผิดชอบการทิ้งระเบิดทำลายเมืองอเลปโปในซีเรีย และกลุ่มสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอตช์ยังระบุว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการ “ที่อาจมีส่วนรับผิดชอบในการสั่งการที่โหดร้าย” ในเมืองอิดลิบของซีเรียระหว่างการโจมตีเมื่อปี 2019-2020 ด้วย
เยฟกินี พริโกซิน คนสนิทของปูติน ผู้ก่อตั้งกลุ่มทหารรับจ้างแวกเนอร์ (Wagner) กล่าวว่า ซูโรวิคินเป็น “บุคคลในตำนาน” และเป็น “ผู้บัญชาการที่เก่งที่สุดในกองทัพรัสเซีย”
นักวิเคราะห์เชื่อว่า การเปลี่ยนแม่ทัพใหม่มาเป็นซูโรวิคินในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งการสับเปลี่ยนกำลังในยูเครน เพื่อแก้ไขความสูญเสียที่เกิดขึ้นจาก “ปฏิบัติการตอบโต้” ของยูเครน และอาจเป็นสัญญาณว่า รัสเซียจะเน้นการทำสงครามในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพียงพื้นที่เดียว
อเล็กซองเดร วูทราแวร์ส จาก Swiss Military Review กล่าวว่า “เป้าหมายของรัสเซียอาจจะเป็นลูฮานสก์ อาจจะเป็นโดเนตสก์ หรืออาจจะเป็นพื้นที่ทางใต้ ... แต่สิ่งที่เราเห็นคือการหดตัวของปฏิบัติการของรัสเซีย”
กองกำลังรัสเซียถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน เมื่อต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา รวมถึงสูญเสียดินแดนในเคอร์ซอน ทางใต้ของยูเครน และเมืองไลมาน จุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการขนส่งในโดเนตสก์ด้วย
เรียบเรียงจาก Al Jazeera
ภาพจาก EPA