ภาพความเสียหายของอาคารบ้านเรือนในหลายเมืองของยูเครน หลังถูกถล่มจากขีปนาวุธของรัสเซียที่มีจำนวนอย่างน้อย 75 ลูก ที่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน มีรายงานว่า มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและทีมกู้ภัยจำนวนหลายร้อยนาย เข้าสกัดการลุกลามของเปลวเพลิงตามอาคารบ้านเรือน ตลอดจนร้านค้าต่างๆ
สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยูเครนในกรุงเคียฟ ต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลา หลังมีรายงานความเสียหายตามสถานที่ต่างๆ ของเมือง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายงานข่าวระบุว่า ในจำนวนขีปนาวุธจำนวนกว่า 75 ลูกที่รัสเซียระดมยิงเข้าใส่ยูเครนตลอดทั้งวันที่ผ่านมานั้น ราว 40 ลูก ถูกยิงจากฐานยิงขีปนาวุธที่ตั้งอยู่บนบก ส่วนอีกราว 35 ลูก เป็นขีปนาวุธที่ถูกยิงขึ้นจากเรือรบ ที่ลอยลำอยู่ในทะเลดำและทะเลอาซอฟ
ขีปนาวุธบางลูก ถูกยิงไปตกลงไปยังสวนสาธารณะและสนามเด็กเล่น ก่อให้เกิดหลุมขนาดใหญ่จากแรงระเบิด ซึ่งชี้ชัดถึงความรุนแรงของขีปนาวุธ
ภาพหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความหนักหน่วงของการโจมตีคือ ภาพของสะพานแขวนกระจกที่ถูกขีปนาวุธร่อนใส่แบบเต็มๆ
อีกภาพที่มีการแชร์กันมากคือ ภาพที่ ฮิวโก บาเชกา ผู้สื่อข่าวของบีบีซี ต้องก้มลงและหาที่กำบัง เพื่อหลบขีปนาวุธของรัสเซียที่ลอยผ่านเข้ามา ในระหว่างที่เขากำลังรายงานสดอยู่ในกรุงเคียฟ โดยในคลิปจะได้ยินเสียงของระเบิดดังสนั่น ตอนที่ขีปนาวุธของรัสเซียพุ่งตกใส่เป้าหมาย
การกลับมาโจมตีกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเชียต้องถอนกำลังทหารที่ล้อมเมืองหลวงแห่งนี้ออกไปเมื่อปลายเดือนมีนาคม หลังไม่สามารถฝ่าด่านการตั้งรับที่แข็งแกร่งของกองทัพยูเครนเข้าไปในเคียฟได้
การโจมตีเคียฟอย่างหนักทำให้สถานทูตสหรัฐฯประจำยูเครนต้องออกคำเตือนถึงพลเมืองตนเองให้เข้าที่หลบภัยหรือเดินทางออกจากยูเครนหากเป็นไปได้เนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่อาจลุกลาม
อีกจุดหนึ่งที่ถูกโจมตีหนักคือ ซาโปริซเซียและก่อนหน้าที่จะยิงถล่มกรุงเคียฟ รัสเซียได้มีการยิงขีปนาวุธอย่างน้อย 7 ลูกโจมตีเขตซาโปริซเซีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน
ภูมิภาคซาโปริซเซีย เป็นหนึ่งใน 4 ดินแดนของยูเครนที่รัสเซียประกาศผนวกเป็นส่วนหนึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
กระทรวงกลาโหมยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียยิงขีนาวุธเข้ามาถึง 7 ลูก โดยเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นอาคารที่พักอาศัยของพลเรือนในเขตซาโปริซเซีย และช่วงเวลาการโจมตีเป็นช่วงกลางคืนซึ่งประชาชนส่วนใหญ่กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ในที่พัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 รายและบาดเจ็บกว่า 90 คน ซึ่งมีแนวโน้มว่ายอดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตที่แท้จริงอาจพุ่งสูงยิ่งกว่านี้
แรงระเบิดที่เกิดจากขีปนาวุธลูกหนึ่ง ทำให้มีอาคารสูง 9 ชั้นแห่งหนึ่งที่ซาโปริซเซีย พังถล่มลงมาตั้งแต่ช่วงกลางดึก
จนกระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่จึงได้ไปช่วยกันรื้อซากปรักหักพัง เพื่อช่วยคนที่อาจติดอยู่ในตัวอาคารออกมา
นอกเหนือจากที่กรุงเคียฟและซาโปริซเซียแล้ว ยังมีรายงานว่าตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองต่างๆ ของยูเครนอีกอย่างน้อย 14 แห่ง ซึ่งรวมถึงเมืองลวิฟ ทางตะวันตกของประเทศ ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนโปแลนด์ด้วย
รายงานข่าวระบุว่า เกิดการโจมตีจากขีปนาวุธของรัสเซียที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในเมืองดนีโปร รวมถึงที่เมืองคาร์คีฟ ลวิฟ เตอร์โนปิล คเมลนีตสกี ซีโตมีร์และที่เมืองโครปีฟนีตสกี
รัสเซียกลับมาโจมตีกรุงเคียฟอีกครั้งในรอบ 6 เดือน หลังสะพานสำคัญที่เชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่รัสเซียกับแคว้นไครเมีย ถูกยูเครนโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการทำลายสัญลักษณ์ของการผนวกแคว้นไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2014 หรือเมื่อ 8 ปีก่อน
สภาพล่าสุดของสะพานเคียร์ช หลังเกิดระเบิดครั้งใหญ่จนเสียหายเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามีการเปิดใช้สะพานแห่งนี้อีกครั้งหลังจากซ่อมแซมส่วนขาเข้าที่ไม่เสียหายมากนักเป็นที่เรียบร้อย ส่วนสะพานขาออกที่เสียหายอย่างหนักยังคงถูกปิดไว้
อย่างไรก็ตาม แรงสั่นสะเทือนจากระเบิดทำให้โครงสร้างของสะพานเสียหายอย่างหนัก ทำให้จนถึงขณะนี้มีเพียงรถขนาดเล็กเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้สามารถสัญจรผ่านได้
มีชาวรัสเซียจำนวนมากที่ต้องการใช้สะพานแห่งนี้เพื่อสัญจรเข้าออกระหว่างไครเมียกับรัสเซีย แต่เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขาต้องรอคิวนานหลายชั่วโมง
อีกทางที่สามารถทำได้หากต้องการสัญจรเข้าออกระหว่างแผ่นดินใหญ่รัสเซียกับแคว้นไครเมียคือการใช้เรือเฟอร์รี่ แต่นั้นก็เป็นตัวเลือกที่ผู้คนไม่นิยมเพราะไม่สะดวกเท่ากับการใช้สะพานเคียร์ช เนื่องจากเรือเฟอร์รี่ค่อนข้างช้าและบรรทุกสิ่งของได้ไม่มากนัก
สะพานเคียร์ชอยู่ตรงไหน และมีความสำคัญอย่างไร สะพานเคียร์ช เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่รัสเซียกับแคว้นไครเมียของยูเครน ที่ถูกรัสเซียผนวกไปเป็นของตัวเองเมื่อปี 2014 ซึ่งแต่เดิมการสัญจรในจุดนี้มีเพียงบริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากเท่านั้น
สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยรัสเซียเมื่อปี 2018 หรือ 4 ปีหลังจากรัสเซียผนวกแคว้นไครเมีย โดยจุดประสงค์หลักของการสร้างสะพานก็เพื่อทอดข้ามช่องแคบเคียร์ช ระหว่างคาบสมุทรตามันกับดินแดนครัสโนดาร์ของรัสเซีย และคาบสมุทรเคียร์ชของแหลมไครเมีย
สะพานแห่งนี้มีทั้งทางสัญจรของยานพาหนะทั่วไปและทางรถไฟ ด้วยความยาว 18.1 กิโลเมตร ทำให้สะพานแห่งนี้ได้ชื่อว่ามีความยาวที่สุดในรัสเซีย
ในวันที่เปิดใช้สะพานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2018 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียได้เดินทางมาทำพิธีเปิดการเดินรถบนสะพานแห่งนี้ และขับรถบรรทุกข้ามสะพาน เป็นปฐมฤกษ์ด้วยตัวเอง
ขณะที่ชาวรัสเซียจากแผ่นดินใหญ่จำนวนมาก เฉลิมฉลองด้วยการขับรถข้ามไปที่ไครเมีย นอกจากสะพานสำหรับรถแล้ว ยังมีการสร้างระบบรางเพื่อให้รถไฟสามารถแล่นผ่านสะพานแห่งนี้ด้วย และแน่นอนว่า ประธานาธิบดีปูติน คือบุคคลแรกที่ได้ใช้บริการรถไฟสายข้ามสะพานเคียร์ชแห่งนี้
นับแต่นั้นเป็นต้นมา สะพานเคียร์ช ก็ได้กลายเป็นเส้นทางหลักของชาวรัสเซียที่เดินทางจากแผ่นดินใหญ่ไปแคว้นไครเมีย ซึ่งเป็นดินแดนที่ถูกผนวกเข้ามาใหม่
การเดินทางที่สะดวกสบายมากขึ้น และทำให้ชาวรัสเซียจำนวนมากหลั่งไหลมาที่ไครเมีย ทั้งมาอยู่อาศัยถาวร และมาท่องเที่ยวพักผ่อน
กลยุทธ์ของประธานาธิบดีปูตินที่ต้องการผนวกรวมไครเมียให้กลมกลืนมากที่สุดทางกายภาพ สะพานนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการผนวกดินแดนที่ประธานาธิบดีปูตินภาคภูมิใจอย่างมาก
และการทำสงครามในยูเครนที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ กองทัพรัสเซียใช้สะพานนี้ในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์ และกำลังพลจากแผ่นดินใหญ่รัสเซียไปยังสนามรบทางตอนใต้ของยูเครน เช่น เคอร์ซอน ซาโปริซเซีย
อย่างไรก็ดี สะพานนี้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ถนนสำหรับรถวิ่งและระบบรางได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 3 ราย
เบื้องต้นคาดว่า ฝ่ายรัสเซียอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมสะพานแห่งนี้อย่างน้อยราว 2-3 สัปดาห์กว่าจะสามารถกลับมาเปิดให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ข้ามได้เหมือนเดิม ซึ่งในระหว่างนี้ การขนส่งลำเลียงเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซีย จำเป็นจะต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น ซึ่งอ้อมและไกลกว่า แล้วการระเบิดสะพานส่งผลอย่างไรต่อกองทัพรัสเชีย
ไมเคิล คลาร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศของอังกฤษ วิเคราะห์ว่า หากพิจารณารูปแบบของการระเบิดของสะพานเคียร์ชที่ปรากฎ ดูเหมือนแรงระเบิดจะพุ่งขึ้นมาจาก “ด้านใต้” ของสะพาน ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่า สะพานแห่งนี้ อาจถูกโจมตีจาก 2 สิ่ง ต่อไปนี้
อย่างแรกคือ ถูกโจมตีจากขีปนาวุธขนาดใหญ่ ซึ่งใหญ่และมีน้ำหนักมากกว่าขีปนาวุธทุกรุ่นที่ยูเครนมีไว้ในครอบครอง หรือไม่ก็อาจถูกโจมตีจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษของยูเครน ซึ่งสามารถฝ่ามาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและแน่นหนาของรัสเซียในพื้นที่ เล็ดลอดเข้าไปวางระเบิดที่ด้านใต้ของสะพานได้
ซึ่งการระเบิดของสะพานคือการตัดเส้นทางขนส่งกำลังบำรุงเส้นสำคัญของรัสเซีย เมื่อสะพานเคียร์ชถูกทำลาย รัสเซียจึงอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางในการส่งกำลังบำรุง
โดยใช้เส้นทางที่เริ่มจากชายแดนด้านตะวันตกของรัสเซีย ผ่านภูมิภาคดอนบาส ก่อนเข้าสู่มาริอูปอล และเข้าเคอร์ซอน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวกว่าและเสี่ยงอันตรายจากการถูกฝ่ายยูเครนซุ่มโจมตี
ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของยูเครน ถึงแม้ทางการยูเครนจะยังไม่ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบใดๆและไม่ได้ประกาศตรงๆว่าเป็นฝีมือของตนเอง แต่ปฏิบัติการใหญ่ขนาดนี้ มีไม่กี่ฝ่ายที่ทำได้
และนี่ยังถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญหนที่สองของฝ่ายยูเครนในสมรภูมิทางใต้ ต่อจากการจมของ “เรือลาดตระเวนมอสควา” ซึ่งเป็นเรือรบระดับเรือธงของกองทัพรัสเซียในทะเลดำเมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา
ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมา อเล็กซานเดอร์ บาสทริกิน ประธานคณะกรรมการสืบสวนกลางรัสเซีย ได้รายงานสรุปการสืบสวนในเบื้องต้นต่อประธานาธิบดีปูตินว่า ยูเครนอยู่เบื้องหลังการโจมตีสะพานเคียร์ช และการโจมตีครั้งนี้ต่อชาวรัสเซีย มีรัฐบาลของบางประเทศที่ให้ความช่วยเหลือในการเตรียมการก่อเหตุ
ขณะที่ประธานาธิบดีวลาเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ตอบรับการรายงานว่า เหตุโจมตีสะพานไครเมียคือการก่อการร้ายที่มียูเครนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เพื่อมุ่งหวังทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัสเซีย
หลังรัสเซียออกมากล่าวหาว่ายูเครนเป็นรัฐก่อการร้ายที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ยูเครนก็ออกมาสวนกลับทันที
มิไคโล โปโดลยัค ที่ปรึกษาของประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ปฏิเสธข้อกล่าวหาของประธานาธิบดีปูติน และตอบโต้ว่าทั่วทั้งโลกทราบดีว่า ใครคือผู้ก่อการร้ายตัวจริง