หนักที่สุดคือเมื่อวันจันทร์ต่อเนื่องถึงวันอังคาร หลายเมืองของยูเครนรวมถึงกรุงเคียฟ ถูกโจมตีอย่างหนัก
ล่าสุดประเทศพันธมิตรของยูเครน เริ่มส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศให้ยูเครนเพื่อป้องกันตนเองแล้ว ขณะที่รัสเซียระบุว่าการทำเช่นนี้ยิ่งจะเป็นการเพิ่มดีกรีความขัดแย้ง
และความตึงเครียดที่สูงขึ้น ทำให้นาโตประกาศยกระดับปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน พร้อมกับเตรียมซ้อมความพร้อมด้านนิวเคลียร์ด้วย
เมื่อวานนี้ (11 ต.ค.) เป็นอีกวันที่รัสเซียยิงขีปนาวุธเข้าใส่หลายเมืองของยูเครนรวมทั้งกรุงเคียฟเมืองหลวง การโจมตีเริ่มขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 8.00 น ตามเวลาท้องถิ่น
หลังจากเสียงไซเรนเตือนภัยหยุดลงเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้คนก็ออกจากที่หลบภัย มาเก็บกวาดทำความสะอาดซากปรักหักพัง
ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน พูดถึงการโจมตีของรัสเซียในวันที่ 2 ว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธเข้ามาทั้งหมด 28 ลูก แต่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนดักจับได้ 20 ลูก นอกจากนี้ยังมีการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน 15 ลำ ซึ่งทั้งหมดถูกดักจับได้เช่นกัน
ในภาพรวม ความเสียหายจากการโจมตีเมื่อวานน้อยกว่าวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันที่รัสเซียกระหน่ำยิงขีปนาวุธร่อนถึง 84 ลูกและโดรนอีก 24 ลำเข้าใส่กรุงเคียฟและอีกหลายเมืองของยูเครน โดยมีเป้าหมายคือ การทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร พลังงาน รวมถึงอาคารบ้านเรือนของประชาชน
แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศจะสามารถสกัดขีปนาวุธร่อนได้ 43 ลูก และสกัดโดรนได้อีก 13 ลำ แต่ขีปนาวุธและโดรนที่เล็ดลอดเข้ามาก็ยังสร้างความเสียหายหนัก และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เฉพาะที่เคียฟเพียงเมืองเดียว มีรายงานผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 12 ราย
ผลจากการโจมตีทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนเสียหายหนัก และถึงแม้ทางกาจะเร่งซ่อมแซมแต่ก็ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้
สภาพของบ้านเรือนและร้านอาหารในเมืองลวิฟ เมืองท่องเที่ยวสำคัญของยูเครนที่อยู่ติดกับชายแดนโปแลนด์ ที่ผู้คนต้องอยู่กันแบบมืดๆ
การระดมยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงและอีกหลายเมืองหลักของยูเครนรอบนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีปูติน ผู้นำรัสเซียระบุว่าเพื่อเป็นการตอบโต้และแก้แค้นที่ยูเครนก่อวินาศกรรมทำลายสะพานเคียร์ชซึ่งเชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่รัสเซียกับแคว้นไครเมียของยูเครนที่รัสเซียผนวกมาเป็นของตนเองเมื่อปี 2014
ในสงครามครั้งนี้ สะพานเคียร์ช มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อรัสเซีย เพราะเป็นจุดที่ใช้ขนกำลังและยุทโธปกรณ์จากแผ่นดินใหญ่มาที่ฐานทัพไครเมีย เพื่อใช้ในการรบทางด้านใต้ได้โดยตรง
ถึงแม้การยิงขีปนาวุธจากระยะไกลของรัสเซียจะทำให้ยูเครนได้รับความเสียหาย แต่ในสงคราม การชนะหรือแพ้ตัดสินจะตัดสินกันที่ว่า ใครครอบครองพื้นที่ได้ ซึ่งการครอบครองพื้นที่ต้องอาศัยการรบและกำลังภาคพื้นดิน
สำหรับการรบภาคพื้นดิน พื้นที่การต่อสู้หลักๆ อยู่ทางตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ และทางใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของแคว้นซาโปริซเซียและเคอร์ซอน
โดยทั้ง 4 แคว้นนี้เพิ่งจะถูกรัสเซียประกาศผนวกไปเป็นของตนเองเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางการประณามจากประชาคมโลก
เมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้ว รัสเซียเริ่มเสียเปรียบในสมรภูมิอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะทางด้านตะวันออก หลังจากที่ยูเครนยึดเมืองลีมานในแคว้นโดเนตสก์ ซึ่งเป็นเมืองที่รัสเซียใช้เป็นศูนย์กลางในการส่งกำลังบำรุงได้
ส่วนทางใต้ ยูเครนก็ทำแบบเดียวกัน นั่นคือรุกคืบยึดคืนพื้นที่พร้อมทำลายเส้นทางขนส่งกำลังบำรุงของรัสเซีย ที่สำคัญคือทำลายสะพาน เคียร์ช ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งกำลังบำรุงที่สำคัญที่สุดของแนวรบด้านใต้นี้ แล้วขณะนี้การรบด้านนั้นเป็นอย่างไรหลังจากที่สะพานเคียร์ช ถูกทำลาย
ทหารยูเครนที่อยู่แนวหน้าที่แคว้นเคอร์ซอนหน่วยนี้บอกว่า ขณะนี้กองทัพรัสเซียยังไม่มีปัญหาเรื่องของยุทโธปกรณ์และเสบียง เนื่องจากมีการขนเข้ามาไว้มากก่อนที่สะพานจะถูกทำลาย
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังสามารถรุกยึดคืนพื้นที่ได้ต่อเนื่อง และอาจเห็นความคืบหน้าที่สำคัญของกองทัพยูเครนในแคว้นเคอร์ซอนในฤดูหนาวหรืออีกไม่นานหลังจากนี้
นั่นหมายความว่าในทางปฏิบัติ รัสเซียยังไม่สามารถครอบครองดินแดนเหล่านี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ตรงกันข้าม กองทัพรัสเซียกำลังเสียเปรียบในทุกแนวรบ
การเสียเปรียบในการรบภาคพื้นดินทางแนวรบด้านตะวันออกและทางด้านใต้ คืออีกปัจจัยที่ทำให้รัสเซียหันกลับมาใช้การโจมตีทางอากาศด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างหนักอีกครั้ง และทำให้ประธานาธิบดีเซเลนสกีออกมาเรียกร้องใช้ชาติพันธมิตรส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศให้ยูเครนเพิ่มเติม
เมื่อวานนี้ผู้นำจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ หรือ G7 ที่ประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ได้ประชุมร่วมกันผ่านทางระบบออนไลน์ โดยมีประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนเข้าร่วมประชุมด้วย
การประชุมครั้งเกิดขึ้นโดยการร้องของของยูเครนหลังจากถูกรัสเซียโจมตีหนักด้วยขีปนาวุธระหว่างประชุม ผู้นำยูเครนได้เรียกร้องให้กลุ่ม G7 เร่งส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศให้กับยูเครน เพื่อใช้ปกป้องชีวิตพลเรือน
หลังการประชุม กลุ่ม G7 ได้มีการออกแถลงการณ์ว่าจะเดินหน้าสนับสนุนทางด้านการเงิน มนุษยธรรม และทางการทหารกับยูเครนต่อไปตราบเท่าที่ยูเครนต้องการเพื่อช่วยปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน
โดยเยอรมนีได้ส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบ IRIS-T ซึ่งเป็นระบบที่ทันสมัยที่สุดตัวหนึ่งในกับยูเครนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการส่งให้ก่อนกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้
ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ สัญญาเช่นกันว่าจะส่งระบบป้องกัยภัยทางอากาศให้ยูเครนโดยเร่งด่วนเช่นเดียวกัน การส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศให้กับยูเครนของประเทศเหล่านี้ทำให้รัสเซียไม่พอใจอย่างหนัก
เมื่อวานนี้ ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินออกมาประกาศว่า การทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการขยายวงความขัดแย้งและไม่ส่งผลดีต่อยูเครน
การเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและการสนับสนุนให้ยูเครนได้มีระบบป้องกันภัยทางอากาศคือ การเข้าสู่เฟสใหม่หรือสถานการณ์ใหม่ของสงคราม
ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะภายใต้สถานการณ์ใหม่ อาจจะมีการหยิบยกตัวแปรอื่นๆของมาใช้ในสงครามครั้งนี้ เช่น อาวุธนิวเคลียร์
ในสงครามเฟสใหม่ ความอันตรายจะมีมากขึ้น เพราะรัสเซียต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ หลายฝ่ายกังวลว่า จากนี้ไปอาวุธนิวเคลียร์อาจถูกนำมาใช้
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผู้นำยูเครน ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์บีบีซีว่า แม้จะยังไม่มีใครรู้ได้ว่ารัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ แต่ขณะนี้รัสเซียได้เริ่มมีการเตรียมความพร้อมให้กับสังคมรัสเซียแล้วด้วยการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องนิวเคลียร์แล้ว
ขณะที่เมื่อวานนี้ เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ได้ประกาศยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของชาติสมาชิก โดยเฉพาะด้านพลังงาน หลังจากท่อส่งก๊าซ Nordstream 1 และ 2 ซึ่งเป็นท่อส่งก๊าซหลักจากรัสเซียมาที่ยุโรปผ่านกลางทะเลบอลติกถูกวินาศกรรมเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน
พร้อมระบุว่า ขณะนี้กำลังจับตากองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียอย่างใกล้ชิด และยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ
ที่น่าสนใจคือ เลขาธิการนาโตระบุว่า แม้จะยังไม่พบความเคลื่อนไหวว่ารัสเซียจะใช้นิวเคลียร์ แต่ชาติสมาชิกนาโตจะทำการซ้อมรบป้องกันเหตุโจมตีด้วยนิวเคลียร์ในสัปดาห์หน้า โดยการซ้อมในครั้งนี้มีการวางแผนล่วงหน้ามานานแล้วและหวังว่ารัสเซียจะไม่นำไปเป็นเหตุหรือข้ออ้างในการยกระดับความขัดแย้ง
คำถามคือ มีโอกาสมากน้อยขนาดไหนที่รัสเซียซึ่งเป็นชาติที่มีหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลกจะนำอาวุธทำลายล้างสูงนี้ออกมาใช้
คำตอบคือ คาดเดาได้ยาก บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า ยังไม่มีสัญญานใดๆ ว่ารัสเซียจะใช้ นอกจากการออกมาข่มขู่ แต่ก็ไม่ควรตัดความเป็นไปได้ของการที่รัสเซียจะใช้นิวเคลียร์ทิ้งไป
อย่างไรก็ตาม เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ และเป็นการพูดที่น่าสนใจมาก
โดยเขาระบุว่า รัสเซียจะใช้นิวเคลียร์ในกรณีที่ดินแดนของตนเองตกอยู่ในภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยนิวเคลียร์หรืออาวุธร้ายแรงก่อน
ที่บอกว่าน่าสนใจก็เพราะคำพูดนี้มีจุดที่สามารถตีความต่างกันได้ นั่นคือ คำว่าดินแดนของรัสเซีย
สำหรับรัสเซีย ขณะนี้ดินแดนของประเทศขยายขอบเขตไปถึงบางส่วนที่เป็นของยูเครนแล้ว เช่น ไครเมีย ที่ผนวกมาตั้งแต่ปี 2014 และอาจรวมถึงแคว้นโดเนตสก์ ลูฮันสก์ เคอร์ซอน และซาโปริซเซียที่เพิ่งผนวกไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนด้วย
ในขณะที่ยูเครนและประชาคมโลกไม่คิดเช่นนั้น ถ้ายึดตามกฎหมายระหว่างประเทศ ดินแดนที่กล่าวมาทั้งหมดยังคงเป็นดินแดนของยูเครน การผนวกดินแดนของรัสเซียนั้นเป็นการกระทำเพียงฝ่ายเดียว
ปัญหาก็คือ ถ้ายูเครนใช้วิธีการยึดคืนดินแดนเหล่านั้นจากการยึดครองของรัสเซีย รัสเซียก็จะถือเอาว่า ยูเครนรุกล้ำอธิปไตยและจะเข้าข่ายหรือมีเหตุผลเพียงพอในการที่จะนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้หรือไม่?