"กับดักหนี้จีน" เล่ห์กลเคลือบน้ำใจมังกร

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากการแถลงนโยบายของรัฐบาลจีนจากทั้งกระทรวงสิ่งแวดล้อมและกระทรวงการต่างประเทศ มีจุดร่วมที่น่าสนใจ คือทั้งสองกระทรวงได้กล่าวถึงโครงการ BRI ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศที่จีนเข้าไปมีบทบาทในภูมิภาคต่าง ๆ

นโยบายนี้เป็นนโยบายการต่างประเทศในยุค "สี จิ้น ผิง" ที่จีนภาคภูมิใจ เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงบทบาทของจีนในการไปร่วมมือกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศขนาดเล็ก เพื่อสร้างโลกแห่งสันติภาพและความมั่งคั่ง

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายออกมาระบุว่านโยบายของจีนอาจไม่ได้สวยหรู เหมือนถูกระบุไว้ในพิมพ์เขียวอีกทั้งยังสร้างปัญหาให้ประเทศขนาดเล็กที่จีนไปร่วมมือด้วย

อาคารรูปดอกบัวตั้งตระหง่านโดดเด่นกลางกรุงโคลอมโบ เมืองหลวงของศรีลังกา ด้วยความสูง 350 เมตร ดอกบัวยักษ์ที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ด้านการสื่อสารถูกวาดหวังว่าจะกลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของนักท่องเที่ยวด้วย

ด้านบนของ Сolombo Lotus Tower มีร้านอาหารและจุดชมวิวที่มองเห็นได้ไกลถึงมหาสมุทรอินเดีย อาคารนี้ก่อสร้างในปี 2012 และเพิ่งจะเปิดให้บริการเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ปราสาด สมรสิงห์ ซีอีโอของ Сolombo Lotus Tower ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ถึงเวลาต้องเปิดตัวอาคารและขายตั๋วราคาถูกกว่าที่วางแผนไว้เพื่อชดเชยทุนสร้างมหาศาลจำนวน 113 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 4,300 ล้านบาท

แต่ประเด็นคือ นักท่องเที่ยวจะมากันครึกโครมตามคาดหรือไม่ เพราะอาคารนี้มีวิวาทะถกเถียง หนึ่งคือจุดประสงค์ของอาคารที่ถูกระบุว่าเพื่อการสื่อสาร แต่ในความเป็นจริงอาคารนี้ดูจะเป็นประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวมากกว่า

ประเด็นที่สอง Сolombo Lotus Tower เป็นสัญลักษณ์ของความเจ็บปวด เพราะนี่คือหนึ่งในโครงการ "White Elephant" อภิมหาโปรเจกที่สร้างขึ้นจากเงินกู้ยืมจากจีนในยุคที่อดีตประธานาธิบดีมหินทรา ราชปักษาเป็นผู้นำประเทศ

ท่ามกลางหนี้สินท่วมท้นและปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าของศรีลังกาในปัจจุบัน ดอกบัวยักษ์เสมือนหลักฐานย้ำเตือนถึงหนึ่งในนโยบายอันผิดพลาดที่ทำให้ประเทศตกอยู่ในหล่มของความล้มละลายแต่ Colombo Lotus Tower ยังเทียบไม่ได้กับท่าเรือฮัมบันโตตา

ศรีลังกากู้เงินจากจีนและให้บริษัทจีนเข้ามาดำเนินการก่อสร้าง แต่เมื่อแล้วเสร็จท่าเรือที่เป็นความหวังด้านเศรษฐกิจกลับเงียบเหงา รายได้ไม่คุ้มกับที่ลงทุน และเมื่อศรีลังกาไม่มีกำลังจ่ายหนี้จีนตามเวลาที่กำหนด ในที่สุดแล้วศรีลังกาต้องยอมลงนามในข้อตกลงที่เปิดให้จีนเช่าท่าเรือนาน 99 ปี

ผู้ไม่เห็นด้วยมองว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่ต่างจากการขายชาติ อันที่จริงผลกระทบทางการเงินที่ศรีลังกาเผชิญไม่ได้มีสาเหตุมาจากทุนกู้ยืมจากจีนเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สั่งสมมาจากการบริหารงานช่วงหลายปีที่ผ่านมา

กระนั้นภาพหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกำลังสร้างความกังวลให้แก่หลายชาติ โดยเฉพาะชาติที่ติดหนี้จีน

มีศัพท์เรียกสถานการณ์ติดหล่มแบบนี้ว่า "Debt-Trap Diplomacy" หรือ "การทูตกับดักหนี้" ง่ายกว่านั้นคือคำที่รู้จักกันในชื่อ "กับดักหนี้จีน"

เป็นนโยบายระหว่างประเทศที่จีนจะปล่อยสินเชื่อให้กับประเทศอื่นๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ พร้อมกันนั้นยังเข้าไปช่วยพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อโครงการ และเมื่อท้ายที่สุดแล้วประเทศลูกหนี้ไม่สามารถชำระเงินได้ทันตามกำหนด จีนจะสร้างข้อตกลงผ่อนผันที่ส่งเสริมอิทธิพลตนเองแบบเดียวกับกรณีท่าเรือฮัมบันโตตา

ส่วนใหญ่ของประเทศลูกหนี้มักเป็นประเทศกำลังพัฒนา การทูตระหว่างประเทศแบบนี้ดำเนินการผ่านโครงการแถบและเส้นทาง หรือ BRI ที่จีนต้องการสร้างเครือข่ายการค้าอันยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 21

การมาถึงของโครงการ BRI ช่วยให้ชาตินั้นๆ มีถนน เส้นทางรถไฟ ตลอดจนท่าเรือ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสาธารณูปโภคที่เย้ายวนใจไม่น้อย

นับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา จีนลงทุนกับการพัฒนาโครงการ BRI ไปแล้วมากถึง 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการแผ่ขยายอำนาจผ่านโครงการยักษ์นี้สั่นสะเทือนความมั่นคงของชาติตะวันตก นั่นทำให้ทฤษฎี Debt-Trap Diplomacy จึงมาจากชาติตะวันตก และที่ผ่านมารัฐบาลจีนเองไม่เคยยอมรับข้อกล่าวหาที่ว่าพวกเขาทำให้หลายชาติติดอยู่ในกับดักหนี้

ไม่มีข้อมูลชัดเจนเพราะส่วนใหญ่ข้อตกลงและสัญญากู้ยืมที่จีนทำกับประเทศลูกหนี้ล้วนเป็นความลับ แต่รายงานจากนิตยสาร Forbes อ้างอิงข้อมูลในปี 2020 ว่ามีมากถึง 97 ประเทศทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับโครงการ BRI ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา รวมเป็นจำนวนเงินกู้ยืมมากถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บางประเทศเช่น จิบูตี และแองโกลา มีหนี้มากกว่าร้อยละ 40 ของรายได้ประชาชาติ หรือ GNI ซึ่งเป็นการรวม GDP ของประเทศกับรายได้ที่เกิดขึ้นในต่างชาติ

รองลงมาคือ ลาว แซมเบีย มัลดีฟส์ และคีร์กิซสถาน ที่คาดกันว่าหนี้จีนอยู่ที่ราวร้อยละ  30 ของ GNI

การระบาดของโควิด-19 ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจประกอบกับวิกฤตเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลกยิ่งสร้างความกังวลว่า ชาติเหล่านี้จะยิ่งชำระหนี้ยากลำบากขึ้นและยิ่งทำให้อิทธิพลจีนแผ่ขยาย

ในกรณีของลาว โครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาล้วนเป็นทุนจีน

จีนเป็นชาติที่ลงทุนใหญ่ที่สุดในลาว ด้วยจำนวนโครงการมากถึง 813 โครงการรวมมูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่โดดเด่นที่สุดคือรถไฟเชื่อมเส้นทางลาว-จีน ที่ขณะนี้กำลังคึกคัก แต่ก็เกิดคำถามว่า เศรษฐกิจที่เติบโตจากสาธารณูปโภคของลาวที่พัฒนาขึ้นจะทันกับหนี้จำนวนมหาศาลที่ดอกเบี้ยกำลังทบทวีหรือไม่

โดยเฉพาะกรณีของประเทศลูกหนี้ในแอฟริกา ทวีปที่ถูกตีความว่าการร่วมลงทุนกับจีนเป็นกับดักหนี้มากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จีนประกาศยกหนี้ 23 รายการให้กับประเทศลูกหนี้ในทวีปแอฟริกาจำนวน 17 ประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจีนยกหนี้ให้กับประเทศในทวีปแอฟริกาบ่อยครั้ง โดยไม่ได้เผยรายละเอียดมากนัก

ดูเผินๆ เป็นเรื่องดีงาม แต่การที่จีนไม่ได้เผยรายเอียดข้อตกลงเท่าที่ควรทำให้นานาชาติไม่อาจทราบได้ว่า ในข้อตกลงยกหนี้นั้นบรรดาประเทศลูกหนี้ต้องแลกกับอะไรบ้าง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่า น้ำใจจากพญามังกรไม่ได้เป็นการยกชำระหนี้ทั้งหมด แต่เป็นการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยลดผลกระทบจากดอกเบี้ยมากกว่า

ที่ผ่านมา ธนาคารโลกเตือนถึงหนี้ต่างประเทศของบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่เพิ่มสูงขึ้นสร้างความกังวลว่าในอนาคตอันใกล้แนวโน้มอาจมุ่งไปสู่วิกฤตหนี้ครั้งใหญ่แบบที่เคยเกิดขึ้นในทศวรรษ 1980 ส่งผลให้จีนยิ่งถูกมองในแง่ลบมากขึ้น และนี่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ในช่วงหลังมานี้จีนตัดสินใจยกหนี้เรื่อยมา แม้ทราบดีว่าเศรษฐกิจของตนหลังโควิด-19 ก็ไม่ได้ดีนัก

อย่างไรก็ดีผู้คนจำนวนไม่น้อยมองว่าที่จริงแล้ว "กับดักหนี้จีน" อาจเป็นเพียงวาทกรรม เนื่องจากกรณีศรีลังกานั้น หนี้สาธารณะมาจากปัจจัยจากการบริหารงานของรัฐบาลเอง ในขณะที่กลุ่มประเทศแอฟริกา ประเทศเหล่านี้ก็ล้วนมีปัญหากการคลังและความไม่มั่นคงทางการเมืองอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

อีกทั้งจีนเองก็ไม่ใช่เจ้าหนี้รายใหญ่รายเดียว แต่อันที่จริงหลายประเทศกำลังพัฒนาก็กู้เงินและติดหนี้สถาบันการเงินรายใหญ่ของโลกอย่าง ไอเอมเอฟ, ธนาคารโลก และกลุ่มปารีสคลับที่เป็นการรวมตัวของประเทศร่ำรวย ซึ่งหากเทียบกันแล้วในบางชาติหนี้จีนน้อยกว่าหนี้ชาติตะวันตกเสียด้วยซ้ำ และในทวีปแอฟริกา หนี้จีนที่รวมกับหนี้ชาติตะวันตกกำลังทำให้หลายสิบประเทศอาจเข้าสู่ภาวะหนี้เสีย

กับดักหนี้จีนจะเป็นเรื่องจริงหรือวาทกรรมยังไม่มีคำตอบ แต่จากข้อมูลที่มีก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศที่เป็นลูกหนี้จีนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้อัตราดอกเบี้ยจะสูงและเสี่ยงที่จะผิดชำระหนี้จนอาจเลยเถิดยอมเสียเปรียบแบบศรีลังกาก็ตาม

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ