กู้!...เพื่ออยู่รอด คนแห่หา Virtual Bank เพราะง่าย?
"กับดักหนี้" กู้เพื่อ...อยู่รอดไปวันๆ คนมองหาช่องอนุมัติ "ง่ายที่สุด" และ Virtual Bank คือตัวเลือก?
หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 16.41 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ (GDP) สัดส่วนหนี้ครัวเรือนลดลงเหลือ 85.9% ต่อ GDP ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี
อย่างไรก็ตาม การลดลงของสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ไม่ได้หมายความว่าฐานะทางการเงินของครัวเรือนไทยแข็งแกร่งขึ้น หากแต่สะท้อนอีกด้านหนึ่งว่า การเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลัก
โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ มีความเข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องคุณภาพสินเชื่อ หนี้เสีย (NPL) และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า ทำให้ผู้กู้จำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายเหมือนในอดีต
ผลที่เกิดขึ้น คือ ครัวเรือนบางส่วนเริ่มหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้อื่นที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า ในไตรมาส 1/2569 สินเชื่อโรงรับจำนำขยายตัวถึง 18.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ สินเชื่อจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ยังขยายตัว 5.0%
การขยายตัวของโรงรับจำนำสะท้อนว่า ครัวเรือนบางส่วนหันมาใช้แหล่งเงินกู้ที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายกว่า แม้จะมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่าสินเชื่อจากธนาคารก็ตาม เนื่องจากสามารถใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกันและได้รับเงินสดในระยะเวลาอันสั้น
ส่วนการกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ยังเติบโตต่อเนื่อง เพราะเป็นสินเชื่อที่อาศัยความสัมพันธ์กับสมาชิก มีข้อมูลรายได้และกลไกการหักชำระที่ชัดเจน ทำให้สมาชิกสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่าสถาบันการเงินหลัก
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ความเสี่ยงของหนี้ครัวเรือนไม่ได้หายไป แต่กำลังเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ
จาก "กู้เพื่อสร้างอนาคต" สู่ "กู้เพื่อประคองชีวิต"
คำถามที่น่าสนใจ คือ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจาก "กู้เพื่อสร้างอนาคต" ไปสู่ "กู้เพื่อประคองชีวิตในปัจจุบัน" แล้วหรือไม่ ซึ่งพบว่าแนวโน้มการกู้ยืมของครัวเรือนในช่วงที่ผ่านมา มีสัดส่วนของการกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
- หมุนค่าใช้จ่ายประจำวัน
- รับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้น
- ค่าเล่าเรียนของบุตร
- ผ่อนชำระหนี้เดิม
- รีไฟแนนซ์หรือรวมหนี้เพื่อยืดระยะเวลาการชำระ
หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป นี่อาจไม่ใช่เพียงปัญหาของแต่ละครัวเรือน แต่สะท้อนว่า รายได้ของประชาชนเติบโตไม่ทันค่าครองชีพ และการกู้เงินเริ่มมีบทบาทเป็นเครื่องมือรักษาสภาพคล่อง มากกว่าการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น แม้ยอดสินเชื่อจะยังเติบโต ก็ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจแข็งแรงเสมอไป
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ "คนกู้มากแค่ไหน" แต่คือ "คนกู้ไปทำอะไร"
หากการกู้จำนวนมากถูกนำไปใช้เพื่อหมุนเวียนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มากกว่าการลงทุนหรือสร้างรายได้ในอนาคต ความสามารถในการชำระหนี้ระยะยาวก็อาจลดลง ส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดอาจกระทบต่อทั้งการปล่อยสินเชื่อใหม่ การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม
ข้อมูลจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มูลค่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ประมาณ 1.33 ล้านล้านบาท ครอบคลุม 9.52 ล้านบัญชี โดยลูกหนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท
Virtual Bank กับโจทย์ใหม่ของระบบสินเชื่อไทย
ท่ามกลางข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ Virtual Bank จึงถูกจับตามองว่า อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการขยายการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพในการหารายได้ แต่เข้าไม่ถึงระบบสินเชื่อแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม Virtual Bank ไม่ได้เป็นเพียงคำตอบของปัญหา เพราะยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญด้านการบริหารความเสี่ยงของสินเชื่อและการควบคุมคุณภาพลูกหนี้เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์
หนึ่งในผู้ให้บริการที่เปิดตัวก่อน คือ CLICX ซึ่งเป็นธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ที่มีผู้ถือหุ้นจาก 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย (KTB), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)
จุดเด่นของ CLICX คือ การนำ Alternative Data มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อและบริหารความเสี่ยง แทนการพิจารณาจากเอกสารทางการเงินเพียงอย่างเดียว โดยข้อมูลดังกล่าวอาจรวมถึงข้อมูลดิจิทัลที่สะท้อนพฤติกรรมและศักยภาพในการชำระหนี้ เช่น ประวัติการใช้บริการดิจิทัล การชำระค่าบริการต่าง ๆ หรือข้อมูลอื่นที่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อแบบเดิม เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้มีรายได้ไม่แน่นอน มนุษย์เงินเดือน นักศึกษา หรือผู้เริ่มต้นทำงาน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติเครดิตกับเครดิตบูโรยังสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ หากผ่านเกณฑ์การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของธนาคาร โดยสามารถเลือกไม่ใช้เอกสารประกอบบางประเภทในการสมัคร และเลือกแผนการผ่อนชำระได้ทั้งแบบรายสัปดาห์หรือรายเดือน รวมถึงเลือกวันที่ต้องการชำระได้
โจทย์ใหม่ของ Virtual Bank
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการเปิดให้ลูกค้าบางกลุ่มยื่นขอสินเชื่อ ได้ปรากฏกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์บางส่วนที่มีการโพสต์ข้อความในลักษณะชักชวนให้กู้เงินแล้วไม่ชำระหนี้ หรือสอบถามหาแอปพลิเคชันอื่นเพื่อกู้เงินในลักษณะเดียวกัน โดยวงเงินที่กล่าวถึงส่วนใหญ่อยู่ในระดับหลักพันถึงหลักหมื่นบาท
ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีผู้ใช้งานอีกจำนวนหนึ่งออกมาเตือนถึงผลกระทบของการผิดนัดชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถูกดำเนินคดี การอายัดทรัพย์หรือรายได้ รวมถึงผลกระทบต่อประวัติเครดิต ซึ่งอาจทำให้การขอสินเชื่อในอนาคตทำได้ยากขึ้น
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Virtual Bank จะต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อ กับการบริหารความเสี่ยงด้านหนี้เสีย ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของโมเดลสินเชื่อรูปแบบใหม่ในอนาคต
ท้ายที่สุด คำถามที่สังคมควรจับตาอาจไม่ใช่เพียงว่า Virtual Bank จะปล่อยกู้ได้มากแค่ไหน แต่คือ จะสามารถปล่อยกู้ให้คนที่มีศักยภาพ พร้อมรักษาคุณภาพสินเชื่อได้อย่างไร
เพราะหากคนไทยจำนวนมากยังต้องกู้เงินเพื่อประคองการใช้ชีวิตในแต่ละเดือน วงจรเศรษฐกิจอาจเผชิญกับ "วงจรหนี้" (Debt Spiral) ที่เริ่มจากรายได้เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ นำไปสู่การกู้เพื่อรักษาสภาพคล่อง ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง หนี้เสียเพิ่มขึ้น สถาบันการเงินเข้มงวดมากขึ้น และสุดท้ายยิ่งทำให้การเข้าถึงสินเชื่อยากกว่าเดิม
ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่การที่คนไทย "เป็นหนี้" แต่คือการที่คนไทยจำนวนมากต้อง "ก่อหนี้เพื่อใช้ชีวิตต่อไป" ซึ่งเป็นสัญญาณที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยมากกว่าตัวเลขหนี้เพียงอย่างเดียว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB