รัสเซีย อ้างยูเครนเตรียมใช้ "Dirty Bomb" ในเคอร์ซอน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สำหรับสงครามในยูเครน แนวรบหลักที่ต้องจับตาคือ ทางตอนใต้ โดยเฉพาะที่เคอร์ซอน หนึ่งในแคว้นที่รัสเซียผนวกเข้าเป็นดินแดนของตัวเองเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน

รัสเซียออกมายอมรับว่าสถานการณ์ที่นั่นกำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ หลังจากยูเครนยังคงรุกคืบยึดคืนพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

ที่น่าจับตาคือ รัสเซียออกมาระบุว่า ยูเครนกำลังวางแผนใช้ Dirty Bomb ในพื้นที่ดังกล่าว

ทางยูเครนออกมาโต้กลับทันทีโดยระบุว่า คำกล่าวหาของรัสเซียคือความพยายามสร้างเงื่อนไข  เพื่อที่รัสเซียจะใช้อาวุธทำลายล้างสูงเสียเอง

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน พลเรือนชาวยูเครนบางส่วนเริ่มอพยพออกจากเคอร์ซอน

ภาพของประชาชนที่กำลังเร่งเดินทางออกจากเคอร์ซอน หนึ่งในจุดหมายปลายทางของคนเหล่านี้คือเมืองดชานกอย ในแคว้นไครเมีย ซึ่งขณะนี้อยู่ในการควบคุมของรัสเซีย การอพยพเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากขาดแคลนทั้งรถ และเรือขนส่ง

ขณะนี้กองกำลังยูเครนกำลังรุกคืบมาเรื่อยๆและเมื่อวานนี้รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย เซอร์เก ชอยกู ได้การสนทนาทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีกลาโหมของสหราชอาณาจักร เบน วอลเลซ โดยเซอร์เก ชอยกู ระบุว่า สถานการณ์ในเคอร์ซอนเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว และกล่าวหายูเครนว่า กำลังเตรียมพร้อมเพื่อยกระดับของสงครามด้วยการใช้ระเบิดกัมมันตรังสีหรือ Dirty Bomb เนื่องจากยูเครนเป็นชาติที่ไม่มีนิวเคลียร์ในครอบครอง

อะไรคือ  Dirty Bomb และยูเครนมีไว้ในครอบครองอย่างที่รัสเซียกล่าวหาหรือไม่

Dirty Bomb  หรือระเบิดกัมมันตรังสี เป็นวัตถุระเบิดที่มีส่วนผสมของระเบิดธรรมดาทั่วไป เช่น ระเบิดไดนาไมต์กับวัตถุที่เป็นเม็ดหรือเป็นผง ที่มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น อเมริเซียม-241, แคลิฟอร์เนียม-252, ซีเซียม-137 , โคบอลต์-60 , อิริเดียม-192 , พลูโตเนียม-238, โพโลเนียม-210 , เรเดียม-226 , และสารสทรอนเทียม-90

กลไกการทำงานของ  Dirty Bomb  คือ การที่สารกัมมันตภาพรังสีที่อยู่ภายในลูกระเบิดถูกปลดปล่อยและแพร่กระจายออกมา ภายหลังจากส่วนผสมที่เป็นระเบิดธรรมดาถูกจุดขึ้น

เป้าหมายสำคัญของระเบิด  Dirty Bomb  คือการปลดปล่อยสารกัมมันตภาพรังสี ให้แพร่กระจายในเขตชุมชน  เขตที่พักอาศัย และในเขตที่เป็นศูนย์กลางของประชากร เพื่อสร้างการปนเปื้อนให้เกิดขึ้นต่อพลเรือนในพื้นที่ที่ถูกโจมตี

ตามคำนิยามของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค แห่งชาติของสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า Dirty Bomb ไม่ถือเป็นระเบิดปรมาณู-นิวเคลียร์ เพราะไม่ได้มีการปลดปล่อยพลังงานอะตอมหรือกัมมันตภาพรังสีออกมาด้วยตัวเอง แต่อาศัยแรงระเบิดจากระเบิดธรรมดา เช่น ไดนาไมต์ เป็นตัวช่วยในการแพร่กระจายสารกัมมันตภาพรังสีที่อยู่ภายในออกมาเพื่อให้เกิดการ “ปนเปื้อน” ในพื้นที่หรือชุมชนที่ถูกโจมตี

อย่างไรก็ตามปริมาณของสารกัมมันตรังสีจาก Dirty Bomb มักมีปริมาณไม่มากเพียงพอที่จะก่อให้เกิดการแผ่รังสีเป็นวงกว้างได้ จึงไม่สามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยจากรังสีเฉียบพลัน ยกเว้นผู้ที่อยู่ใกล้มากๆ กับจุดที่ระเบิดตก ( blast site)

อันตรายที่น่ากลัวที่สุดจากระเบิด Dirty Bomb มาจากแรงระเบิดของส่วนที่เป็นวัตถุระเบิดธรรมดาที่บรรจุอยู่ภายใน ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรง รวมถึงสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่ออาคารบ้านเรือน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์แห่งชาติของสหรัฐฯ (USNRC) ระบุว่า Dirty Bomb ไม่ถือเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction : WMD) เนื่องจากไม่สามารถทำให้เกิดการเสียชีวิตหมู่ของผู้คนจำนวนมากอย่างฉับพลันในจุดที่ถูกโจมตีได้   

ในอดีต สหภาพโซเวียต เคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบและสารตั้งต้นสำหรับผลิต Dirty Bomb ในครอบครองมากที่สุดในโลก โดยเชื่อว่า สามารถใช้ผลิต Dirty Bomb ได้จำนวน “หลายพันลูก”  แต่ไม่เคยมีการเปิดเผยปริมาณที่แน่ชัด     

อย่างไรก็ดี ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เชื่อกันว่า วัตถุดิบและสารตั้งต้นสำหรับการผลิต Dirty Bomb จำนวนมาก ได้ถูกขโมย หรือถูกลักลอบนำออกไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งมีอาณาเขตติดกัน และเคยอยู่ใต้การปกครองของโซเวียตมาก่อน

หนึ่งในประเทศที่เชื่อว่า มีวัตถุดิบและสารตั้งต้นสำหรับผลิต Dirty Bomb ได้มากที่สุด คือ ยูเครน แต่ไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ในปัจจุบันยูเครนมีสารตั้งต้นเหล่านี้อยู่มากน้อยเพียงใด

จึงเป็นที่คาดกันว่า ทางการยูเครน อาจเป็นหนึ่งในผู้ที่มีศักยภาพในการผลิตและใช้งานระเบิดชนิดนี้ได้  รวมถึงมีความเสี่ยงที่อาจมีการนำระเบิด Dirty Bomb มาใช้งานจริงๆในยูเครน

ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ออกมาแถลงตอบโต้ข้อกล่าวหาของรัสเซีย ที่อ้างว่า ยูเครนเตรียมใช้ระเบิด Dirty Bomb  โจมตีพลเรือนของตัวเอง

เซเลนสกี ระบุว่า มีแต่รัสเซียเท่านั้น ที่สามารถเปิดการโจมตีด้วยวิธีการนี้ได้   และว่าหากจะมีผู้ใดที่จะใช้ระเบิด Dirty Bomb ในพื้นที่ส่วนนี้ของยุโรป ก็มีแต่รัสเซียเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการนำเรื่องอาวุธอานุภาพรุนแรงที่โลกไม่เคยเห็น นับตั้งแต่สงครามเย็น มาใช้ข่มขู่กัน

อีกหนึ่งอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและมีการนำมาใช้กันแล้วคือ ระเบิดลูกปราย หรือ คลัสเตอร์บอมบ์ โดยรัสเซียมีการนำระเบิดชนิดนี้ มาใช้ในช่วงต้นๆของสงครามในยูเครน

ภาพที่บันทึกจากประชาชนในเมืองคาร์คีฟเมื่อวันที่ 1 มีนาคม เผยให้เห็นลักษณะของอาวุธที่รัสเซียใช้  ซึ่งคาดกันว่าเป็นระเบิดลูกปราย หรือ คลัสเตอร์บอมบ์

ระเบิดลูกปรายเป็นระเบิดที่ใช้วิธียิงจากภาคพื้นดินด้วยปืนใหญ่หรือด้วยวิธีทิ้งจากอากาศยานที่ลอยบนท้องฟ้า

โดยเมื่อยิงหัวรบหลักออกมา เมื่อถึงเหนือเป้าหมาย ตัวเปลือกหุ้มระเบิดจะถูกสลัดออกมา จากนั้นจะปล่อยลูกระเบิดย่อยจำนวนมากออกมาแตกกระจายกลางอากาศ

ความรุนแรงและขอบเขตการกระจายของระเบิดชนิดนี้ สามารถครอบคลุมพื้นที่การทำลายล้างเป็นวงกว้างขนาด 2-3 สนามฟุตบอล  ระเบิดชนิดนี้จัดเป็นอาวุธทำลายล้างสูง ถูกใช้งานในครั้งแรกโดยเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

อานุภาพของมันทำให้ประชาคมโลกร่วมกันลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดลูกปราย ห้ามใช้ ห้ามมีไว้ครอบครอง ห้ามผลิต ห้ามขนย้าย และกักตุน เพราะถือเป็นอาวุธต้องห้าม

มีประเทศทั่วโลกลงนามกว่า 116 ประเทศ อย่างไรก็ตามมีชาติมหาอำนาจบางประเทศที่ไม่ยอมลงนามในอนุสัญญานี้คือ สหรัฐฯ อิสราเอล และซาอุดิอาระเบีย และนี่คือหนึ่งหลักฐานที่ยูเครนระบุว่ารัสเซียมีการใช้อาวุธต้องห้ามนี้จริง

ทหารยูเครนได้นำชิ้นส่วนของจรวดรัสเซียมากกว่า 5,000 ชิ้น ที่พวกเขาเก็บรวบรวมมาได้จากสถานที่ซึ่งไม่เปิดเผยในเขตคาร์คีฟออกมาจัดแสดงต่อสื่อมวลชน

อิกอร์ ออฟชารุค ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้วัตถุระเบิดของยูเครน ระบุว่า ชิ้นส่วนเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล ในตอนที่มีการไต่สวนและเอาผิดรัสเซีย กรณี นำอาวุธต้องห้ามอย่างระเบิดลูกปรายมาใช้

ส่วนสถานการณ์การสู้รบ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัสเซียยังคงใช้โดรนกามิกาเซ่ของอิหร่านโจมตีโครงสร้่งพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนต่อเนื่อง โดยทางยูเครนระบุว่าสามารถทำลายโดรนเหล่านี้ได้จำนวน 14 ลำ

ส่วนวันอาทิตย์ รัสเซียยิงขีปนาวุธ S-300 ถล่มอาคารที่พักอาศัยในเมืองมีโคลายิฟ โดยเมืองนี้อยู่ห่างจากพื้นที่แนวหน้าของการสู้รบในเคอร์ซอนประมาณ 35 กิโลเมตรเท่านั้น

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ