โยเอล รอธ หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยและความถูกต้องของเนื้อหาของบริษัททวิตเตอร์ ได้ทวีตข้อความบนทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยระบุว่า การปรับลดพนักงานที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ส่งผลกระทบต่อ พนักงานในส่วนของทีมความไว้วางใจและความปลอดภัย ซึ่งรับผิดชอบในการป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและเนื้อหาที่เป็นอันตรายราว 15 % ขณะที่การเลิกจ้างพนักงานของบริษัทโดยรวม ได้ส่งผลกระทบต่อพนักงาน 50% หรือราว 3,700 คน จากพนักงานทั้งหมด 7,500 คน
“อีลอน มัสก์” ยุบบอร์ดบริหารทวิตเตอร์ทิ้งทั้งคณะ
ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการยืนยันจากบริษัททวิตเตอร์เป็นครั้งแรกเกี่ยวกับขนาดของพนักงานที่ได้เลิกจ้าง โดยพนักงานที่อยู่ในกลุ่มนี้จะไม่สามารถเข้าใช้โปรแกรม และอีเมลของบริษัทได้ในทันที หลังจากได้รับอีเมลแจ้ง
ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ในบรรดาพนักงานบริษัททวิตเตอร์ที่ถูกเลิกจ้าง เป็นพนักงานในสหรัฐฯ ประมาณ 983 คน ประกอบด้วย พนักงานประจำสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโก 784 คน จากสาขาซานโฮเซ 106 คน และจากสาขาลอสแองเจลิสอีก 93 คน
ทั้งนี้พนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างได้ออกมาเปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า กลุ่มที่ถูกปลดออกก็มีตั้งแต่กลุ่มที่รับผิดชอบงานด้านการสื่อสาร รวบรวมเรียบเรียงเนื้อหา งานด้านสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงกลุ่มงานด้านปัญญาประดิษฐ์ และวิศกรรมบางส่วน
ขณะที่อีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัททวิตเตอร์คนใหม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวและพูดถึงประเด็นดังกล่าว โดยบอกว่า เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เนื่องจากบริษัทสูญเสียรายได้กว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อวัน พร้อมยืนยันว่า พนักงานของบริษัททวิตเตอร์ที่ถูกปลดออกทุกคนจะได้รับเงินชดเชย 3 เดือน ซึ่งสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดถึง 50%
อย่างไรก็ตามหลังมีรายงานว่า พนักงานของบริษัททวิตเตอร์หลายพันคนทั่วโลกถูกปลดออกก็มีการตั้งคำถามถึงกลุ่มพนักงานที่ดูแลเรื่องเนื้อหาที่เป็นอันตรายบนทวิตเตอร์ เนื่องจากอีกไม่กี่วันจะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นอันตรายบนแพลตฟอร์มดังกล่าว
ซึ่งหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยและความถูกต้องของเนื้อหาของทวิตเตอร์ระบุว่า การต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และข้อมูลเป็นอันตรายยังถือเป็นความสำคัญสูงสุดของบริษัท พร้อมยืนยันว่า พนักงานส่วนใหญ่ที่ทำงานเป็นแนวหน้าด้านคัดกรองเนื้อหาทวิตเตอร์กว่า 2,000 คน ไม่ได้รับผลกระทบจากการสั่งปลดพนักงานในครั้งนี้
ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อความเคลื่อนไหวปลดพนักงานของทวิตเตอร์ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์อีลอน มักส์ ที่เข้าซื้อกิจการทวิตเตอร์ด้วย