ตอนนี้สถานการณ์ด้านพลังงานในยูเครนเริ่มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกรุงเคียฟและแคว้นคาร์คีฟ หลังถูกรัสเซียโจมตีทางอากาศอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี วิกฤตด้านพลังงานอาจเลวร้ายและขยายวงกว้างมากขึ้น เพราะล่าสุดมีรายงานว่าเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าทางตอนใต้ของยูเครนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการโจมตี
วานนี้ ( 6ก.ย.) สำนักข่าวทาสส์ (TASS) ของรัสเซียรายงานว่า กองทัพยูเครนได้โจมตีเขื่อนโนวา คาโคฟกา ซึ่งเป็นเขื่อนสำหรับผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในแคว้นเคอร์ซอน ทางตอนใต้ของยูเครน
โดยทางสำนักข่าวทาสส์ได้อ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทางการของรัสเซียที่ระบุว่า ยูเครนยิงขีปนาวุธจากเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องชนิดเบา หรือ HIMARS (ไฮมาร์ส) ส่งผลให้ตัวล็อก (Dam Lock) และบางส่วนของเขื่อนได้รับความเสียหาย
ด้านคิริล สเตรมูซอฟ รองผู้ว่าการแคว้นเคอร์ซอนที่แต่งตั้งโดยรัสเซีย พูดถึงสาเหตุในการโจมตีครั้งนี้ว่า ยูเครนต้องการทำให้เกิดวิกฤตทางด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ในแคว้นเคอร์ซอน
รองผู้ว่าการแคว้นเคอร์ซอนกล่าวเสริมว่า ทางการรัสเซียได้เตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว การทำลายเขื่อนจะไม่กระทบต่อสงครามในครั้งนี้ และการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไรก็ดี ตอนนี้ทางฝั่งยูเครนยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว
แต่ทางการยูเครนเคยออกมาพูดถึงเรื่องนี้อยู่เป็นระยะ ๆ ว่า คนที่ได้ประโยชน์จากการทำลายเขื่อนคือรัสเซีย เพราะรัสเซียจะใช้เรื่องเขื่อนแตกเป็นข้ออ้างในการถอนทัพ หลังจากเสียเปรียบยูเครนอย่างหนักในแนวรบด้านตะวันตกของแม่น้ำดนีเปอร์ พร้อมย้ำว่ายูเครนไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ จากการทำลายเขื่อนโนวา คาโคฟกา
และเมื่อดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ การทำลายเขื่อนจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาด้านพลังงานของยูเครนมากขึ้น จนทำให้ยูเครนอาจต้องอพยพคนออกจากเมืองหลวง หากทางการไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าไปตามบ้านเรือนของประชาชนได้ โดยคนที่ออกมาพูดเรื่องนี้คือ วิตาลี คลิชโก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ
เขาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อของยูเครนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ตอนนี้ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและระบบพลังงานเป็นเป้าหมายหลักที่ทางฝั่งรัสเซียต้องการโจมตี เพื่อทำให้ชาวยูเครนหลายล้านคนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากหรือเสียชีวิตในช่วงฤดูหนาวปีนี้
นอกจากนี้ นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟยังกล่าวเสริมว่า ทางการกำลังวางแผนรับมือ หากพลังงานไม่เพียงพอ ซึ่งต้องเตรียมรับมืออย่างรอบด้าน เพราะแผนการรับมือต่าง ๆ ที่ครอบคลุมและรอบด้าน จะเป็นตัวชี้วัดว่ายูเครนจะอยู่รอดได้ตลอดฤดูหนาวหรือไม่ อนาคตของชาวยูเครนขึ้นอยู่กับสิ่งนี้เท่านั้น
ทั้งนี้ หากเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด อย่างการโดนตัดน้ำและไฟถาวร ทางการขอให้ประชาชนคิดถึงเรื่องอพยพออกไปยังนอกเมืองเอาไว้ด้วย
ขณะที่ทางภาครัฐกำลังวางแผนรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นและอาจเลวร้ายลงในอนาคต ถ้ารัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง
ทางภาคประชาชนก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ร่วมมือกับรัฐบาลอีกแรงในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ผ่านฤดูหนาวนี้ไปให้ได้
บ้านของประชาชนในกรุงเคียฟที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับความมืด ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการโจมตีของรัสเซีย พวกเขาได้จุดเทียนในบ้านและพยายามปรุงอาหารที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตู้เย็น อย่างเช่น เมนูสลัดผัก แทนอาหารทั่วไป
แม้จะปรับตัวได้ แต่พวกเขาก็ยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่าเดือดร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรก็ดี พวกเขาบอกว่านี่ก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดและพวกเขาจะไม่ยอมแพ้
ในขณะที่ประชาชนในเมืองหลวงของยูเครนและพื้นที่โดยรอบ กำลังเผชิญกับวิกฤตด้านพลังงาน การต่อสู้ในพื้นที่ทางด้านตะวันออกบริเวณภูมิภาคดอนบาสยังคงเป็นไปอย่างดุเดือดเช่นกัน
โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนได้พูดถึงเรื่องการต่อสู้ในสมรภูมิด้านตะวันออกว่า ตอนนี้รัสเซียกำลังเสียเปรียบอย่างหนัก และเร่งชดเชยความสูญเสียด้วยการส่งกำลังพลเข้าไปในภูมิภาคดอนบาสเพิ่ม
จากแถลงของผู้นำยูเครนจะเห็นได้ว่า เขาได้พูดถึงการที่รัสเซียส่งทหารเข้าไปในพื้นที่เพิ่ม แต่ก็เป็นการส่งลงพื้นที่แบบเอาชีวิตไปทิ้งในสนามรบ ซึ่งคำพูดของผู้นำยูเครนที่ออกมาก็สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อมูลจากสื่อของตะวันตก
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สำนักข่าวเดอะนิวยอร์กไทม์ (The New York Times) รายงานโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทางการทหารระดับสูงของยูเครนและนักวิเคราะห์จากชาติตะวันตกว่า ตอนนี้รัสเซียได้ส่งทหารเกณฑ์จำนวนมากเข้าไปรบในสมรภูมิดอนบาส
อย่างไรก็ดี ทางกองทัพยูเครนกล่าวว่า ทหารที่ถูกส่งมานั้นไม่มีประสบการณ์เพียงพอและไม่สามารถจัดทัพได้อย่างเป็นระเบียบ ทำให้ง่ายต่อการโจมตีตอบโต้ของยูเครน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กองทัพยูเครนรายงานว่า มีทหารรัสเซียได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในสนามรบรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 800 นาย
อย่างไรก็ดี นอกจากจะส่งทหารใหม่ที่ได้รับการฝึกหลังการประกาศระดมพลไปแล้ว มีสัญญาณว่าทางการรัสเซียอาจส่งกลุ่มนักรบรับจ้างลงไปช่วยรบในสงครามยูเครนด้วย หลังจากที่ปฏิเสธเรื่องนี้มาโดยตลอด
โดยกลุ่มนักรบรับจ้างที่พูดถึงกันคือ นักรบจากกลุ่มแวกเนอร์ หรือ Wagner Group
นักรบแวกเนอร์คือเครือข่ายนักรบรับจ้าง ขึ้นชื่อในเรื่องความโหดเหี้ยม ถูกจ้างไปปฎิบัติการรบในพื้นที่สงครามเช่นในแอฟริกาตะวันตก รวมถึงสงครามในซีเรีย
ก่อนหน้านี้ที่มาที่ไปของกลุ่มนี้ค่อนข้างลึกลับ โดยมีกระแสข่าวว่า ผู้ก่อตั้งและเจ้าของคือ เยฟเกนี ปริโกซิน หนึ่งในมหาเศรษฐีหรือ กลุ่มโอลิกาช (Oligarch) ของรัสเซีย โดยเยฟเกนีมีความใกล้ชิดและสนิทสนมกับประธานาธิบดีปูตินมาก
จำนวนของนับรบแวกเนอร์ไม่แน่ชัด แต่คาดกันว่าอยู่ในราว 5,000-8,000 คน ส่วนใหญ่เป็นอดีตทหารรัสเซียที่ได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติมสำหรับการปฏิบัติภารกิจลับหรือพิเศษ
บางคนระบุว่า นี่คือกองทัพส่วนตัวของประธานาธิบดีปูตินที่เอาไว้ใช้ในกิจการที่มีความพิเศษ หลังจากเป็นความลับมานาน ในที่สุดเจ้าของที่แท้จริงก็ปรากฎโฉมออกมา เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เยฟเกนี ปริโกซิน ซึ่งถูกมองมาตลอดว่าเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม ยืนยันว่าเขาก่อตั้งกลุ่มนักรบแวกเนอร์ขึ้นมาจริง ซึ่งบางส่วนถูกส่งไปรบในยูเครนด้วย
นอกจากนี้ ยังมีภาพของการเปิดสำนักงานของกลุ่มทหารรับจ้างแวกเนอร์ในนครเซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก โดยใช้ชื่อว่าศูนย์นักรบรับจ้าง หรือ Wagner Centre
อาคารที่โออ่า ใหญ่โตและทันสมัยแห่งนี้คือซึ่งสิ่งที่ยืนยันว่า กลุ่มมหาเศรษฐีของรัสเซียมีกองกำลังส่วนตัวจริงและอาจเกี่ยวข้องกับรัฐบาลรัสเซียด้วย