สงครามในยูเครนส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้วันนี้ 15 พ.ย. ผู้นำหลายชาติสมาชิกได้ออกมาเรียกร้อง จนถึงกดดันให้ผู้ก่อสงครามอย่างรัสเซีย รวมถึงประเทศที่สามารถคุยกับรัสเซียได้ หาทางเพื่อยุติสงครามให้เร็วที่สุดก่อนที่จะหายนะมากกว่านี้
และที่น่าสนใจคือ การปรากฎตัวของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ที่กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุม G20 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยผู้นำยูเครนได้เสนอแผนสันติภาพต่อที่ประชุม
การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการที่โรงแรมเคมปินสกี ในเขตนูซา ดูอะ ของเกาะบาหลี ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา
การประชุมครั้งนี้ถูกจับตามองจากสื่อมวลชนทั่วโลก เพราะกลุ่ม G20 คือการรวมตัวกันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยมูลค่าของจีดีพีของ G20 รวมกันมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีโลก
สมาชิก G20 ได้แก่สหภาพยุโรปและอีก 19 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
G20 เป็นการรวมตัวกันทางด้านเศรษฐกิจ แต่หัวข้อที่ร้อนที่สุดของการชุมวันแรกคือ เรื่องสงครามยูเครน เนื่องจากเรื่องนี้อาจลากเศรษฐกิจทั้งโลกให้เข้าสู่หายนะ
หนึ่งในคนสำคัญที่ได้รับเชิญมากล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุม G20 ในวันแรกคือ ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครน
ช่วงหนึ่งของการกล่าวสุนทรพจน์ผู้นำยูเครนเสนอสิ่งที่เรียกว่า แผนสันติภาพเพื่อยุติสงคราม
ขั้นตอนแรกของแผนคือ ต้องลงโทษผู้ก่อสงคราม ด้วยการตั้งศาลสงครามพิเศษเพื่อพิจารณาความผิดรัสเซียอย่างเที่ยงธรรม ที่ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน
นี่จะเป็นขั้นตอนแรกของการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน เพราะหากผู้กระทำไม่ถูกลงโทษ มีแนวโน้มสูงที่ผู้กระทำจะก่ออาชญากรรมซ้ำในอนาคต อีกทั้งการลงโทษรัสเซียจะเป็นการคงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law
ก่อนที่ผู้นำยูเครนจะระบุปิดท้ายว่า ถึงเวลาแล้วที่สงครามต้องยุติลงและไม่ควรรอให้รัสเซียสะสมกำลังมากกว่านี้ เพื่อที่ทำเรื่องโหดร้ายอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำยูเครนเสนอแผนสันติภาพ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เขาเคยเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็น หลังจากนั้นก็พูดเรื่องนี้อีกครั้งในที่ประชุม G7 ในเดือนตุลาคม
ในวันนั้นผู้นำยูเครนเสนอให้ประชาคมโลกทำในสิ่งที่เขาเรียกว่า “สูตรสันติภาพ” เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครนและภูมิภาค
ในสูตรสันติภาพ นอกเหนือจากการลงโทษผู้ก่อสงครามแล้ว เซเลนสกีขอหลักประกันว่า ความมั่นคง สิทธิและชีวิตของชาวยูเครนจะได้รับการปกป้อง และที่สำคัญคือรัสเซียเคารพเส้นเขตแดนของยูเครนที่ได้รับการรับรองตามกฏหมายระหว่างประเทศ
ก่อนหน้าที่เซเลนสกีจะพูด ผู้นำหลายชาติออกมากดดันเรียกร้องให้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหาทางยุติสงคราม
เริ่มต้นด้วยประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพและประธานการประชุมในปีนี้
ประธานาธิบดีวิโดโด เปิดการประชุมด้วยการเรียกร้องให้บรรดาสมาชิกกลุ่ม G20 เร่งร่วมมือกันหาทางยุติสงครามในยูเครนโดยเร็ว โดยระบุว่า การหาทางออกให้กับสงครามในยูเครนถือเป็น “ความรับผิดชอบ” ร่วมกันของเหล่าชาติสมาชิก นี่คือช่วงเวลาของการร่วมมือ ไม่ใช่ช่วงเวลาของความขัดแย้งและสงคราม และโลกจะไปต่อไม่ได้หากสงครามในยูเครนไม่ยุติ
นอกจากการหาทางยุติสงครามยูเครนแล้ว ผู้นำอินโดนีเซียยังระบุด้วยว่า กลุ่ม G20 จะต้องไม่ยอมให้โลกถลำเข้าสู่การเกิด “สงครามเย็นครั้งใหม่” เนื่องจากสงครามและการสู้รบใดๆ จะถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ประธานาธิบดีวิโดโด เคยพยายามเป็นตัวกลางในการเจราจาเพื่อยุติสงครามยูเครน โดยได้เดินทางไปพบทั้งประธานาธิบดีเซเลนสกีที่กรุงเคียฟ ต่อด้วยการเดินทางไปมอสโกเพื่อพบประธานาธิบดีปูตินเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมหลังจากนั้น
ขณะที่ในที่ประชุม บรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ได้อภิปรายโจมตีรัสเซียอย่างรุนแรงต่อการใช้ปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากที่ประชุม G20 จะกดดันให้รัสเซียยุติสงครามแล้ว
เมื่อคืนที่ผ่านมา ที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ได้เห็นชอบมติเรียกร้องรัสเซียรับผิดชอบจ่ายค่าบูรณะประเทศให้กับยูเครน ที่ได้รับความเสียหายและสูญเสียจากสงคราม
โดยมติดังกล่าวระบุว่ารัสเซียต้องรับผิดชอบต่อการส่งทหารไปรุกรานยูเครน ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ จึงต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น
ประเทศที่ให้ความเห็นชอบมี 94 ประเทศ จากชาติสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ ส่วนประเทศที่โหวตคัดค้านมี 14 ประเทศ เช่น รัสเซีย จีน และ อิหร่าน ส่วนประเทศที่งดออกเสียงมี 73 ประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย
นอกจากเรื่องยูเครนที่เป็นหัวข้อใหญ่ในการประชุมวันแรกแล้ว อีกหัวข้อการประชุมที่สำคัญคือ การหาแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกร่วมกัน หลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดของโควิด-19
นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อช่วงปลายปี 2019 มีรายงานว่า มูลค่ารวม ของ GDP ของประเทศต่างๆทั่วโลก ( the world's collective gross domestic product) ได้ปรับตัวลงไปมากกว่า 3.4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจโลกคิดเป็นมูลค่าปีละมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยมากกว่า 71.3 ล้านล้านบาท
ขณะที่การกำหนดโครงสร้างด้านสาธารณสุขระดับโลก เพื่อลดทอนผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดหรือจากประเด็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ให้ซ้ำรอยวิกฤตโควิด-19 ก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบยกมาหารือ
โดยประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซีย เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนฉุกเฉินเพื่อรับมือการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
โดยกองทุนที่ว่านี้จะเกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มประเทศ G20 ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) และองค์การอนามัยโลก ( World Health Organization) ซึ่งเบื้องต้นคาดว่า จะต้องมีการเติมเงินใส่เข้ามาในกองทุนนี้สูงถึงปีละ 31,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.1 ล้านล้านบาทต่อปี
นอกจากการเสนอตั้งกองทุนฉุกเฉินเพื่อรับมือโรคระบาดใหญ่ดังกล่าว ที่ประชุมยังมีการหารือในประเด็นเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางด้านดิจิตอล และส่งเสริมนวัตกรรมดิจิตอลใหม่ๆ
ตลอดจนการสนับสนุนทางการเงินต่อโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในกลุ่ม G20 รวมถึง การร่วมต่อสู้กับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งในภาครัฐและเอกชนในหมู่ภาคีสมาชิก