ภาพของเจ้าหน้าที่ทางการโปแลนด์เข้าไปตรวจสอบหมู่บ้าน ที่หมู่บ้าน "ปเช-วอ-ดุฟ" ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโปแลนด์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนออกมาเพียง 6 กิโลเมตร หลังจากมีขีปนาวุธมาตกที่นี่เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย
ก่อนหน้านี้มีการระบุว่า ขีปนาวุธที่ยิงเข้ามาอาจเป็นฝีมือของรัสเซียเนื่องจากขีปนาวุธลูกนี้เป็นรุ่นที่ผลิตโดยรัสเซีย
ขีปนาวุธ S300 เป็นของใคร และมีความร้ายแรงแค่ไหน?
ขีปนาวุธที่ถูกยิงไปตกที่โปแลนด์คือ S300 ขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ ได้รับการพัฒนาโดยสหภาพโซเวียต ถูกนำมาใช้งานครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970
ข้อมูลจาก Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS ระบุว่า ขีปนาวุธตัวนี้มีพิสัยการยิงไกลที่สุดที่ประมาณ 150 กิโลเมตร และสามารถติดตั้งหัวรบได้หนักประมาณ 130-143 กิโลกรัม
S300 ถูกออกแบบมาเพื่อยิงสกัดอากาศยาน ขีปนาวุธแบบร่อน ขีปนาวุธวิถีโค้งและโดรน โดย S300 ที่มีการพัฒนาใหม่หรือในรุ่นที่มีการ Upgrade จะมีระบบเรดาร์ที่สามารถตรวจจับเป้าหมายที่เคลื่อนเข้ามาได้
CSIS ระบุว่าประเทศที่มี S300 ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ รัสเซียและยูเครน ซึ่งเป็นประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต
CSIS ระบุด้วยว่า รัสเซียได้ขายขีปนาวุธตัวนี้ให้กับหลายประเทศ เช่น จีน เวเนซุเอลา อิหร่านและอียิปต์ รวมแล้วมีประมาณ 18 ประเทศที่มี S300 ไว้ในครอบครอง
ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นยูเครน สหรัฐฯ หรือชาตินาโตอื่นๆ เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังหาทางออกร่วมกันไม่ได้และอาจทำให้ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ย่ำแย่กว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลได้คลายลงหลังจากทั้งสหรัฐฯและนาโตออกมายืนยันว่า รัสเซียไม่ใช่คนลงมือ และถึงแม้จะเป็นขีปนาวุธที่ผลิตโดยรัสเซีย แต่ก็มีความชัดเจนมากขึ้นว่า น่าจะเป็นการยิงจากทางยูเครนเพื่อป้องกันการโจมตีของรัสเซีย
เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต)ระบุว่าจากการสืบสวนจนถึงขณะนี้ทำให้คาดว่าเหตุดังกล่าวน่าจะเกิดจากขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่ยูเครนยิงขึ้นไปเพื่อป้องกันการโจมตีจากฝ่ายรัสเซีย
ที่น่าสนใจคือเลขานาโตบอกว่า แม้จะเป็นขีปนาวุธที่ยิงโดยยูเครน แต่ไม่ใช่ความผิดของยูเครน เพราะต้นเหตุของปัญหามาจากรัสเซียที่ก่อสงครามนี้ขึ้นมา
เลขาธิการนาโตระบุด้วยว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ นาโตจะยังไม่มีการใช้บทบัญญัติมาตรา 4 ของสนธิสัญญานาโต เพื่อเรียกประชุมชาติสมาชิกตามที่โปแลนด์เรียกร้อง
มาตรา 4 ของกฎบัตรนาโตระบุไว้ว่า ประเทศสมาชิกสามารถขอให้เปิดการประชุมได้ทุกเมื่อ หากถูกคุกคามบูรณภาพทางดินแดน การเมือง หรือความมั่นคง ซึ่งจะเป็นประตูด่านแรกก่อนนำไปสู่การหารือเพิ่มเติมเพื่อใช้มาตรา 5 ที่เป็นหัวใจของนาโต
มาตรา 5 เป็นข้อที่ว่าด้วยการใช้กำลังของนาโต ซึ่งระบุว่าหากประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งหรือหลายประเทศถูกโจมตี จะถือเป็นการคุกคามและโจมตีชาติสมาชิกนาโตทั้งหมด
การให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการนาโตสอดคล้องกับข้อมูลที่ออกมาจากประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ที่พูดเรื่องนี้ระหว่างประชุม G20 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียเมื่อวานนี้ว่า ขีปนาวุธที่ไปตกบนแผ่นดินโปแลนด์อาจไม่ได้เป็นฝีมือของรัสเซีย
ถึงแม้ทางโปแลนด์และนาโต รวมถึงสหรัฐฯจะออกมาชี้ในทางเดียวกันว่า ขีปนาวุธที่ไปตกที่โปแลนด์มาจากการยิงโดยไม่ตั้งใจของยูเครนเพื่อสกัดการโจมตีของรัสเซีย แต่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนยังไม่เชื่อเช่นนั้น
วันนี้ 17 พ.ย. ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครน ออกมาระบุว่า ยังยืนยันไม่ได้ว่าขีปนาวุธที่ไปตกในโปแลนด์เป็นการยิงจากทางฝั่งยูเครน
ผู้นำยูเครนได้มีการขอร้องให้ชาติพันธมิตรส่งข้อมูลทั้งหมดให้และเปิดโอกาสให้ยูเครนเข้าร่วมสอบสวนเหตุการณ์
ล่าสุดทางโปแลนด์ออกมาบอกว่า หากยูเครนต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากโปแลนด์และสหรัฐฯก่อน
ส่วนสถานการณ์การสู้รบในยูเครนในวันนี้ รัสเซียยังคงโจมตียูเครนอย่างหนัก โดยเฉพาะทางตอนใต้อย่างที่ซาโปริซเซียและโอเดสซา
โดยเป้าหมายหลักที่ถูกรัสเซียยิงถล่มในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรงงานผลิตแก๊สหุงต้ม ตลอดจนโรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ตามแผนการของรัสเซียที่มุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน ก่อนถึงฤดูหนาวอันโหดร้าย
ตลอดทั้งวันนี้ มีรายงานประชาชนจำนวนมากต้องวิ่งเข้าไปหลบในเชลเตอร์และหลุมหลบภัยต่างๆ ท่ามกลางเสียงไซเรนดังระงมตลอดทั้งวัน