"โควิดเป็นศูนย์" นโยบายจีนสะเทือนเศรษฐกิจเอเชีย


โดย PPTV Online

เผยแพร่




การเยือนไทยเพื่อร่วมประชุมเอเปคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง รวมถึงการร่วมประชุม G20 ที่อินโดนีเซียก่อนหน้านี้เป็นที่จับตา เพราะนี่เป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของผู้นำจีนหลังสามารถกระชับอำนาจในพรรค สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์สมัย 3 ได้สำเร็จ

และในขณะที่บรรดาสมาชิกเอเปคแสดงความกังวลถึงปัญหาของห่วงโซ่อุปทานที่สะดุดจากการระบาดของโควิด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีนมีส่วนทำให้ปัญหาดังกล่าวรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย

ท่ามกลางสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจีนภายใต้สี จิ้นผิง จะเดินหน้าโควิดเป็นศูนย์ต่อ ก็มีความกังวลว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่จำกัดอยู่แค่เศรษฐกิจจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วย

ปิดถนน APEC 2022 วันที่ 19 พ.ย. 65 แนะเลี่ยงเส้นทาง

ปิดสกายวอล์ค 17-19 พ.ย. 65 จากแยกเฉลิมเผ่าถึงเกษรพลาซ่า

ภาพของเหล่าพนักงานฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) ในเมืองเจิ้งโจวของจีน ขณะหอบสัมภาระเดินเท้าไปตามทางหลวง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก่อนที่ทางการจะประกาศล็อกดาวน์เขตเศรษฐกิจพิเศษอากาศยานเจิ้งโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานฟ็อกซ์คอนน์ โรงงานประกอบไอโฟนที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นเวลา 7 วัน  กระทบคนในพื้นที่ราว 6 แสนคน

พนักงานหลายคนบอกว่าพวกเขาไม่อยากติดอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ภายใต้สภาพย่ำแย่ ขาดแคลนทั้งอาหารและยา แม้โรงงานเสนอโบนัสให้ก็ไม่ยอมอยู่เด็ดขาด

นี่เป็นอีกครั้งที่สะท้อนว่านโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน ซึ่งมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์เข้ม ควบคุมการเดินทาง ตรวจหาเชื้อคนเป็นวงกว้าง และกักตัวยาวนาน ส่งผลกระทบมหาศาลต่อชีวิตของประชาชน

ไม่เพียงเท่านั้น การล็อกดาวน์รอบโรงงานฟ็อกซ์คอนน์ในเจิ้งโจวยังทำให้แอปเปิลออกมาเตือนว่า ลูกค้าอาจได้รับการจัดส่งไอโฟน 14 โปร และไอโฟน 14 โปรแมกซ์ช้าลง เนื่องจากการล็อกดาวน์ทำให้โรงงานประกอบไอโฟนที่จีนต้องลดความสามารถในการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของนโยบายโควิดเป็นศูนย์ต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยืนยันมาตลอดว่า โควิดเป็นศูนย์คือความสำเร็จในการรักษาชีวิตของประชาชน

ในถ้อยแถลงต่อที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สร้างประวัติศาสตร์ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคสมัยที่ 3 ผู้นำจีนยืนยันต้องเดินหน้าโควิดเป็นศูนย์ต่อไป เพราะการรักษาชีวิตของประชาชนสำคัญที่สุด และจีนก็ประสบความสำเร็จในการป้องการระบาดของไวรัสไปพร้อมกับการพัฒาเศรษฐกิจ

ด้านหนึ่ง ถ้อยแถลงนี้อาจถูกต้องเมื่อมองว่านโยบายโควิดเป็นศูนย์ทำให้จีนยังสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิดให้อยู่ในจำนวนที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่อื่นๆ เช่นสหรัฐอเมริกา

แต่นี่ก็แลกมาด้วยต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ตลอด 9 เดือนแรกของปี 2022 จีดีพีจีนขยายตัวเพียงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จนอาจทำให้การบรรลุเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวให้ถึงร้อยละ 5.5 ตามเป้าที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าเอาไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย 

ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ตัดลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนปีนี้ว่าจะเติบโตแค่ร้อยละ 3.2 เท่านั้น ถือว่าเป็นตัวเลขต่ำสุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 1977 เป็นต้นมา ไม่เพียงแต่ผลกระทบในจีน นโยบายโควิดเป็นศูนย์ยังกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ด้วย

เมื่อเดือนเมษายนการผลิตทั่วโลกของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น 8 เจ้ารวมกันลดลงถึงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากการล็อกดาวน์ในนครเซี่ยงไฮ้และเมืองอื่นๆ ของจีน ทำให้การจัดหาช้ินส่วนยานยนต์เป็นเรื่องยาก

ด้านผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรายใหญ่ของญี่ปุ่นก็เตือนว่าตู้เย็นและเครื่องซักผ้าจะขาดตลาด เนื่องจากโรงงานที่อยู่ในเซี่ยงไฮ้ซึ่งผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ป้อนตลาดญี่ปุ่นต้องหยุดการผลิตในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม

ส่วนเศรษฐกิจของไทยเองก็เผชิญกับผลกระทบจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีนด้วยเช่นกัน ทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจำเป็นจากจีน และภาคการท่องเที่ยวที่เคยพึ่งพานักท่องเที่ยวจากจีนค่อนข้างสูง

เมื่อปี 2019 ก่อนการระบาดใหญ่ของโควิด มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมายังไทยมากถึง 11 ล้านคน แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนก็หายไปหลังการระบาดใหญ่ของโควิดที่ทำให้จีนปิดพรมแดนและจำกัดการเดินทาง

โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยมีอยู่ราว 32,000 คนเท่านั้น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเมื่อไหร่ ทำให้ไทยต้องมองหานักท่องเที่ยวจากตลาดอื่น เช่น อินเดียและตะวันออกกลาง รวมถึงให้ความสนใจกับกลุ่มที่เรียกว่า “นักท่องเที่ยวคุณภาพ" ที่ใช้เวลาอยู่ในไทยนานขึ้นและใช้จ่ายมากกว่า

เมื่อเดือนตุลาคมผ่านมา ‘กฤษณะ ศรีนิวาสาน’  ผู้อำนวยการ IMF ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้แสดงความกังวลว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์ที่เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ อาจส่งผลกระทบไปยังเพื่อนบ้านในเอเชียด้วย

เนื่องจากจีนเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานโลกและเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการค้า หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ก็อาจส่งผลลบต่อเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าแนบแน่นกับจีน

โดยเมื่อเดือนตุลาคม IMF ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียในปีนี้ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4 ลดลงมาจากร้อยละ 4.9 ที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้

แต่ท่ามกลางผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นกว้างขวาง ก็อาจมีบางประเทศได้ประโยชน์ ความปั่นป่วนจากการล็อกดาวน์ที่เกิดขึ้นบ่อยและคาดการณ์ได้ยากตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีนที่กระทบการผลิต ทำให้บริษัทผู้ผลิต โดยเฉพาะบริษัทด้านเทคโนโลยีระดับโลกต้องมองหาฐานการผลิตอื่นที่เป็นทางเลือก

เวียดนามคือผู้ได้รับผลประโยชน์ โดยทั้งแอปเปิล กูเกิล และซัมซุง ต่างพยายามขยายฐานการผลิตในเวียดนาม

มีรายงานว่า ฟ็อกซ์คอนน์และลักซ์แชร์ซึ่งเป็น 2 ซัพพลายเออร์ยักษ์ใหญ่ของแอปเปิล กำลังอยู่ระหว่างเจรจาผลิต Apple Watch และ Macbook  ในเวียดนามเป็นครั้งแรก

กูเกิลมีแผนจะเริ่มการผลิตสมาร์ทโฟนพิกเซลในเวียดนามตั้งแต่ปี 2023 ส่วนซัมซุงก็มีแผนเริ่มผลิตส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์สในเวียดนามฤดูร้อนหน้า 

‘เกร็ก โพลลิง’ ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานานาชาติ หรือ CSIS เผยกับอัลจาซีราว่า นโยบายโควิดเป็นศูนย์เหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับบริษัทเทคระดับโลก หลังเผชิญมาแล้วทั้งสงครามการค้า ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นในจีน และการสะดุดของห่วงโซ่อุปทานช่วงโควิด 

โพลลิง บอกว่าเวียดนามไม่ใช่ตัวเลือกเดียวที่บริษัทข้ามชาติเหล่านี้มองหาเพื่อเป็นฐานการผลิตอื่นนอกเหนือจากจีน แต่เวียดนามเป็นตัวเลือกที่ประสบความสำเร็จที่สุด

โดยปัจจัยสำคัญมาจากการใช้นโยบายสนับสนุนการลงทุนและการค้า ซึ่งเวียดนามได้ลงนามร่วม 15 เขตการค้าเสรี

ขณะเดียวกันระบบการเมืองแบบพรรคเดียวกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ทำให้การเมืองเวียดนามมีเสถียรภาพ เป็นความแน่นอนสำหรับนักลงทุน

แม้มีผลรายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่อง แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่า จีนน่าจะดำเนินนโยบายโควิดเป็นศูนย์ไปจนถึงครึ่งปีหน้าเป็นอย่างน้อย การควบคุมไม่ให้โควิดระบาดรุนแรงได้ถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ความสำเร็จของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปแล้ว

การจะยกเลิกมาตรการนี้แล้วหันมาอยู่ร่วมกับโควิดเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อระบบสาธารณสุขของจีนไม่พร้อมรองรับ โดยจีนยังไม่มีวัคซีน mRNA ที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมการระบาด

การเปิดประเทศและยกเลิกมาตรการเข้มจึงสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างที่สั่นคลอนภาพลักษณ์ของผู้นำ

รัฐบาลจีนอาจจะคิดว่าพอเปิดประเทศขึ้นมามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเกิดไม่มีภูมิคุ้มกัน ถ้าเกิดการแพร่ระบาดของโรคอีกครั้งหนึ่งในขอบเขตที่กว้างกว่านี้ รัฐบาลก็จะถูกวิจารณ์จากประชาชน ดังนั้นภาพลักษณ์ของรัฐบาลอาจจะตกต่ำ ดังนั้นการคง zero covid เอาไว้มันก็เป็นความพยายามในการรักษาฐานอำนาจทางการเมืองด้วย แน่นอนว่ามันกระทบต่อเศรษฐกิจจีนค่อนข้างเยอะ)

แม้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จีนเพิ่งประกาศคลายความเข้มงวดของมาตรการควบคุมโควิดบางอย่าง เช่น ลดวันกักตัวสำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและผู้ที่เดินทางเข้าประเทศลง รวมถึงยกเลิกค่าปรับสำหรับสายการบินที่นำผู้โดยสารติดเชื้อเข้าประเทศ

แต่ทางการจีนก็ย้ำว่า นี่ไม่ใช่การผ่อนคลายการควบคุม เป็นสัญญาณชัดว่านโยบายโควิดเป็นศูนย์ที่มีส่วนชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจจีน และอาจกระทบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของเพื่อนบ้านในเอเชียจะยังคงอยู่ไปอีกระยะ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ